Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram

ทำไมต้อง สัมมาอะระหัง

23web

คาถาเรียกเงิน สร้างปาฏิหาริย์ให้ชีวิต!!! หลวงพ่อสดวัดปากน้ำ

คำภาวนา “สัมมาอะระหัง” เป็นคำภาวนา ที่หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้มาจากพระธุดงค์
ที่ป่าแถวจังหวัดสุโขทัย แปลว่า ผู้ห่างไกลจากกิเลส เป็นพระนามของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำกล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งเมื่อกล่าวแล้ว จะเป็นมงคลเกิดขึ้นกับผู้กล่าว


สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ คือ การทำใจของตนเองให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ เพราะหากใจใส สิ่งดี ๆ ก็จะหลั่งไหลเข้ามา สิ่งที่ไม่ดีก็จะถูกผลักดันออกไป เหมือนกับร่างกายหากไม่ชำระล้างคราบไคลด้วยการอาบน้ำ สิ่งสกปรกที่หมักหมมก็จะนำมาซึ่งโรคภัยต่าง ๆหากร่างกายสะอาดก็จะรู้สึกสดชื่น มีพลัง ใจของเราก็เช่นกัน หากใจไม่สะอาด ถูกห่อหุ้มด้วยมลทินของใจ คือ กิเลสนานาประการความเศร้าหมองที่เอิบอาบหมักดองใจก็จะดึงดูดสิ่งเลวร้าย ทั้งวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ก็จะได้ช่องเข้ามาส่งผล

 

คำว่า “สัมมา อะระหัง” เป็นภาษาบาลี มีศัพท์ควบคู่กันอยู่ 2 ศัพท์ คือ “สัมมา” และ “อะระหัง”

“สัมมา” เป็นศัพท์ที่มีความหมายสูง แปลว่า ชอบ ในพระพุทธคุณ 9 บท ท่านเอาศัพท์นี้เข้าคู่กับ “สัมพุทโธ” เป็นสัมมาสัมพุทโธ เป็นบทแสดงพระคุณของพระพุทธเจ้า แปลว่าผู้ตรัสรู้เอง โดยชอบ นอกจากนี้ยังมีใช้ในอริยมรรคมีองค์ 8 ด้วย เช่น สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น


“อะระหัง” เป็นพระพุทธคุณบทต้น แปลว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์ เมื่อเข้าคู่กันเป็น “สัมมา อะระหัง” ก็แปลว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์โดยชอบ
บทบริกรรม “สัมมา อะระหัง” ของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงมีความหมายสูงและอยู่ในขอบข่ายของพุทธานุสติง


บท “สัมมา อะระหัง” นี้ โบราณาจารย์ท่านแยกพรรณนาพระพุทธคุณทีละอักษร คือ สัม, มา, อะ, ระ, หัง ซึ่งท่านให้ความหมายแต่ละอักษรไว้ดังต่อไปนี้

(สัม)สงฺขตาสงฺขเต ธมฺเม สมฺมา เทเสติ ปาณินํสํสารสฺส วิฆาเฏติ สมฺพุทฺธํปิ นมามิหํ ฯ

1. พระพุทธองค์ทรงแสดงสังขตธรรมและอสังขตธรรมโดยชอบแก่สัตว์ทั้งหลาย

2. พระพุทธองค์ทรงทำลายการเวียนเกิดเวียนตายได้

3. พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระคาถาบทนี้ท่านบอกวิธีใช้ไว้ว่า ให้ภาวนาก่อนจะเข้าสู่สงคราม หาผู้ทำร้ายมิได้แล

(มา)มาตาว มานปาลิเต มานสตฺเต ปมทฺทิ โยมานิโต เทวสงฺเฆหิ มานฆาตํ นมามิหํ ฯ

1. พระพุทธองค์ทรงย่ำยีสัตว์ผู้มีมานะ (ความถือตัว) ที่มานะ (ความถือตัว) เลี้ยงไว้ดุจมารดา

2.พระพุทธองค์อันหมู่ทวยเทพยอมรับนับถือ

3. พระพุทธองค์ทรงทำลายมานะได้ ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระคาถาบทนี้ ภาวนาเพื่อทำคนแข็งให้อ่อน หมายความว่า ถ้าบังเอิญต้องเผชิญกับคนใจแข็ง แข็งข้อ แข็งกระด้างกับท่าน โบราณาจารย์ท่านแนะนำให้ใช้คาถาบทนี้แก้ไขเหตุการณ์

(อะ)อนุสฺสาหสพฺพสตฺตานํ อนุสฺสาเหติ โย ชิโนอนนฺตคุณสมฺปนฺโน อนฺตคามี นมามิหํ ฯ

1. พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนคนไม่มีอุตสาหะ ให้มีความอุตสาหะ

2. พระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมไม่สิ้นสุด

3. พระพุทธองค์ทรงถึงที่สุดแห่งทุกข์ ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระคาถาบทนี้ ภาวนาป้องกันเสือและจระเข้ หมายความว่า ถ้าท่านต้องเข้าป่าที่มีสัตว์ร้ายชุกชุม หรือต้องลงน้ำในย่านที่มีสัตว์น้ำอันตราย ถ้าทำใจให้เป็นสมาธิ ภาวนาคาถาบทนี้จะป้องกันสัตว์ร้ายได้

(ระ)รโต นิพฺพานสมฺปตฺโต รโต โส สตฺตโมจโนรมาเปติธ สตฺเต โย รมทาตํ นมามิหํ ฯ

1. พระพุทธองค์ทรงยินดีในธรรม ทรงบรรลุถึงพระนิพพาน

2. พระพุทธองค์ทรงปลดเปลื้องสัตว์ให้พ้นทุกข์

3. พระพุทธองค์ทรงยังสัตว์ให้ยินดีในพระนิพพาน

4. พระพุทธองค์เป็นผู้ทรงประทานให้ซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่ยินดี ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระคาถาบทนี้ ถ้าใครยึดมั่นท่องบ่นภาวนาเป็นนิจ สามารถป้องกันการกระทำคุณผีและคุณคนทั้งปวงได้

(หัง)หญฺติ ปาปเก ธมฺเม หํสาเปติ ปทํ ชนํหํสมานํ มหาวีรํ หนฺตปาปํ นมามิหํ ฯ
1. พระพุทธองค์ทรงฆ่าบาปธรรม

2. พระพุทธองค์ยังชนให้ยินดีซึ่งทางฆ่าบาปนั้น

3. พระพุทธองค์ทรงร่าเริง

4. พระพุทธองค์ทรงกล้าหาญยิ่งใหญ่

5. พระพุทธองค์ทรงฆ่าบาปได้แล้ว ข้าพเจ้าขอนมัสการ

พระคาถาบทนี้ โบราณาจารย์ท่านแนะนำว่า ให้หมั่นเพียรภาวนาเมื่อจะเข้าสู่สงครามจะทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยได้


แต่ละอักขระของบท “สัมมา อะระหัง” ที่นำมาลงไว้พร้อมทั้งวิธีใช้นี้ สำหรับผู้ที่นับถือและเชื่อมั่นภาวนาให้จริงจังจนจิตเป็นสมาธิมั่นคง ย่อมได้ผลจริงดังใจหมาย


ดังนั้น เราจึงต้องหมั่นทำใจของเราให้ผ่องใสด้วยการหมั่นภาวนา “สัมมาอะระหัง”อยู่เสมอ เพื่อเป็นการเปิดทางแห่งความโชคดีและปิดประตูแห่งความโชคร้ายอย่างดีเยี่ยมที่สุด ดังเรื่องราวตัวอย่างต่อไปนี้…


คุณปาณิสรา แซ่ลิ้ม
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เศรษฐกิจไม่ดี ขายของได้วันละสองสามพันบาทก็ทนขาย เพราะว่ามีกางเกงอยู่ในสต็อกเป็นหมื่น ๆ ตัวเลย


พอไปปฏิบัติธรรมที่เขาใหญ่เจอหลวงพี่ปรเมษฐ์ ท่านสอนให้ภาวนา “สัมมาอะระหัง”สามีภาวนาด้วย พอตั้งใจภาวนาอย่างต่อเนื่องอยู่ดี ๆ ก็มีออร์เดอร์จากลูกค้าเข้ามา ๑๐๐ ตัวจากรายได้วันละสองถึงสามพันบาท ก็ได้เป็นหมื่นบาทเลย


ภาวนาไปได้ประมาณ ๒ อาทิตย์ มีคนมาเหมาสต็อกค่ะ จากตอนแรกคุยกันราคาตัวละ ๓๐ บาท คุยกับสามีเรามา ๕ ครั้งแล้วเขาต่อราคา ๑๕ บาท เราให้ไม่ได้ เราก็เลยไปคุยกับลูกค้าเอง สรุปได้ราคา ๓๐ บาท ลูกค้าบอกอยากซื้อกับเรามาก เขาเหมาหมดเลยเกือบหมื่นตัว นับของจ่ายเงินเลย เราสบายเลยค่ะ ธรรมดาเป็นหมื่นตัวแบบนี้เราต้องจ้างเด็กนับ จ้างลูกจ้างขนของ อันนี้เขาเรียกคนมาช่วยนับ มาช่วยขนของด้วยค่ะ เราบอกว่า “ซื้อไปเถิด หนูสวดมนต์ตลอด เอาไปก็ขายดีขายหมด ได้กำไร”

หลังจากนั้น ๒ อาทิตย์ เขามาหาอีก เราก็สงสัยว่ามาหาเรื่องอะไร เขาบอกว่า “เอาไปแล้วขายดี อยากจะเอาของอีก มีอีกไหม” แต่เราไม่มีของแล้ว


พอของหมดสต็อกก็มีคนมาขอเช่าร้านเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท เราคิดดูแล้วไม่เอาดีกว่า ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี ตัดสินใจจะเซ้งร้านประมาณ ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท วันรุ่งขึ้นมีคนมาเซ้งแบบง่าย ๆ เลย เศรษฐกิจแบบนี้ยากมากที่เขาจะจ่ายเงินสด โอนชื่อปุ๊บจ่ายเงินสดเลยค่ะ มีคนถามว่า “มีคนมาเซ้งร้านด้วยหรือ เขาเอาไปได้อย่างไร ตลาดมันเงียบ” ก็เลยถามไปว่า “รู้ไหมว่าได้เท่าไร” เขาตอบว่า “ได้สองสามแสนหรือ” เราบอกว่า “ได้ตั้งล้านหก”


ตอนหลังพอคนอื่นเขาเห็นเราภาวนา “สัมมาอะระหัง” แล้วดีขึ้น ก็อยากภาวนาบ้างจะได้ขายของดีเหมือนเรา แล้วก็ดีขึ้นทุกคนจริง ๆ คนที่เคยแย่ ๆ มานั่งร้องไห้บ่นว่า “หนูขายของไม่ดีเลย” พอได้ภาวนา “สัมมาอะระหัง”ดีขึ้นทุกคน ปลื้มกันทุกคนเลย จากที่ค่าเช่าเดือนละแสนกว่า วันหนึ่งขายได้ไม่ถึงหมื่น ขายได้สี่ห้าพันบาท พอภาวนาวันแรก วันรุ่งขึ้นได้ออร์เดอร์สองหมื่นเลย คนนี้เป็นเพื่อนกัน และอีกคนหนึ่งแย่มาก ไม่มีค่าเทอมลูก จึงภาวนา“สัมมาอะระหัง” อยู่ดี ๆ ก็ไปขายของทางไลน์วันหนึ่งได้กำไรเยอะมาก เจอปาฏิหาริย์กันทั้งนั้นเลย

พี่สาวเราขายอาหาร วันหนึ่งขายของไม่ดีข้าวเหลือเป็นหม้อเลยค่ะ เขาก็เลยภาวนา “สัมมาอะระหัง” แล้วอธิษฐานกับหลวงปู่ว่า “หลวงปู่ช่วยลูกหน่อยเถิด ขอให้ลูกได้โต๊ะใหญ่สักหนึ่งโต๊ะ” ไม่ถึง ๕ นาทีเลยค่ะ มีรถตู้เลี้ยวเข้ามาที่ร้าน ๓ คันเลยค่ะ เขาบอกว่าขอได้แบบทันใจเลย เขาปลื้มมาก


น้องสาวทำงานอยู่กองทุนที่ขายเกี่ยวกับหุ้น ช่วงนี้ลูกค้าเงียบมาก มาบ่นให้เราฟัง เลยบอกเขาว่า “ไป ‘สัมมาอะระหัง’ นะ” พอเขาภาวนาได้ไม่ถึงอาทิตย์ เขาไลน์มาบอกว่า ทุกทีมีลูกค้าซื้อกองทุนหลักหมื่นก็ดีใจแล้ว อยู่ดี ๆ มีลูกค้าซื้อ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และอีกเจ้า ๕๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท เขา “สัมมาอะระหัง”ยังไม่ถึงอาทิตย์เลย เขาดีใจมาก ตั้งแต่นั้นเขาก็ภาวนา “สัมมาอะระหัง” ตลอด

การภาวนา ‘สัมมาอะระหัง’
ช่างสร้างปาฏิหาริย์แก่ชีวิตได้อัศจรรย์เหลือเกิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากการที่ภาวนาแล้วใจเป็นกุศล ผูกพันอยู่กับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อใจผ่องใสเต็มส่วนเข้า สิ่งดี ๆ จึงหลั่งไหลเข้ามาสู่ชีวิตราวกับเป็นเรื่องอัศจรรย์


จากเรื่องราวตัวอย่างข้างต้นนี้ เราจะเห็นได้ว่า การภาวนา “สัมมาอะระหัง” ช่างสร้างปาฏิหาริย์แก่ชีวิตได้อัศจรรย์เหลือเกิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากการที่ภาวนาแล้วใจเป็นกุศล ผูกพันอยู่กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อใจผ่องใสเต็มส่วนเข้า สิ่งดี ๆ จึงหลั่งไหลเข้ามาสู่ชีวิตราวกับเป็นเรื่องอัศจรรย์ ดังนั้นหากผู้ใดหวังปาฏิหาริย์ หวังความอัศจรรย์ให้เกิดกับชีวิตบ้าง พึงหมั่นภาวนา “สัมมาอะระหัง” เนืองนิตย์ และนำจิตไปหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อประกอบเหตุดี ผลก็ต้องดีอย่างแน่นอน

หลวงพ่อวัดปากน้ำ” เป็น อภิมหาอมตนิรันดร์กาลอภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ

ชื่อ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” เรียกขานกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ชื่อนี้กล่าวขึ้นในที่ใด เราต่างถวายความเคารพ เห็นว่า เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์
เมื่อมีทุกข์ร้อนขึ้นแก่ตน จะต้องท่องคาถา สัม มา อะ ระ หัง ทราบว่าคาถานี้ เป็นคาถาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ หากท่องคาถานี้แล้วทุกข์ร้อนจะผ่อนคลาย ที่เจ็บก็จะคลาย ที่ไข้ก็จะหาย หากอยากได้รับความสำเร็จมักจะไปไหว้ศพหลวงพ่อ ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เชื่อว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ


เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๔ มีข่าวออกทางโทรทัศน์ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำรับเป็นเจ้าภาพสร้างหอสมุดให้แก่พุทธมณฑล เป็นวงเงิน ๑๕๐ ล้านบาท กล่าวคือ ศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำรวมตัวกันในนามของหลวงพ่อวัดปากน้ำ งานวางศิลาฤกษ์อาคารหอสมุดได้เริ่มแล้ว โดยกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ เสด็จวางศิลาฤกษ์ ณ บริเวณพุทธมณฑล อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม


ข่าวสร้างหอสมุดพุทธมณฑลกระจายไปทั่ว การโจษขานถึงอภินิหารศพหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นี่เป็นอภินิหารของศพหลวงพ่อ หากหลวงพ่อยังไม่ตายจะขนาดไหน และยังกล่าวในประการต่าง ๆ สรุปแล้ว ยอมรับในอภินิหารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

ชื่อ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” จึงเป็น อภิมหาอมตนิรันดร์กาล
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้มรณภาพไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ ปีนี้เป็นปี ๒๕๓๙ ก็แปลว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพไปแล้ว ๓๗ ปี แต่ชื่อของ”หลวงพ่อวัดปากน้ำ” นับวันมีแต่จะก้องยิ่งขึ้น เป็นที่สนใจแก่ท่านทั้งหลายยิ่งขึ้น แจ้งแก่ผู้เขียนประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยให้เหตุผลว่า ผู้เขียนเป็นศิษย์หลวงพ่อ เรียนวิชาธรรมกายมาจากหลวงพ่อ พอจะกล่าวอะไรได้บ้าง แม้ปฏิเสธก็ไม่ฟัง อ้างว่าผู้เขียนเคยเขียนตำราวิชาธรรมกาย ยากขนาดไหนยังเขียนได้ ประวัติของหลวงพ่อไม่ยากขนาดนั้น


บางท่านโด่งไปถึงว่า ให้เขียนประวัติหลวงพ่อภาคสวรรค์ หลวงพ่อวัดปากน้ำภาคพื้นดินหาที่วัดปากน้ำอ่านได้ แต่ภาคสวรรค์ไม่รู้จะไปหาอ่านได้ที่ไหน บางท่านบอกว่าให้เขียนหลวงพ่อวัดปากน้ำในต่างประเทศ เพราะชื่อเสียงหลวงพ่อไปดังในต่างประเทศอีกแล้ว ข้าพเจ้าตกที่นั่งลำบาก จำต้องจัดให้ตามแต่จะทำได้


สำหรับคราวนี้ เอาเป็นว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำภาคพื้นดินฉบับย่อก่อน ฉบับอื่นตามที่ร้องขอเก็บไว้พิจารณาในโอกาสต่อไป


ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี คือถิ่นกำเนิดของหลวงพ่อ
หลวงพ่อเกิดเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ตรงกับวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของนายเงิน นางสุดใจ มีแก้วน้อย และนายเงิน นางสุดใจ มีแก้วน้อย มีบุตรธิดา ๕ คน คือ
๑. นางดา เจริญเรือง ๒. หลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี) เดิมหลวงพ่อชื่อนายสด มีแก้วน้อย ๓. นายใส มีแก้วน้อย ๔. นายผูก มีแก้วน้อย ๕. นายสำรวย มีแก้วน้อย
บิดาหลวงพ่อเป็นชาว “บางปลา” อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และมารดาของหลวงพ่อเป็นชาว “สองพี่น้อง” อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ตั้งถิ่นฐานทำมาหากินที่บ้านเดิมของมารดาคือ ที่บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านสองพี่น้องที่หลวงพ่อเกิด อยู่คนละฝั่งกับวัดสองพี่น้อง เมื่อครอบคัวของหลวงพ่อจะไปทำบุญที่วัดสองพี่น้อง จะต้องข้ามสะพานโค้ง สะพานโค้งนี้เชื่อมระหว่างฝั่งหนึ่งไปยังวัดสองพี่น้อง เป็นสะพานไม้


บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้องนี้ มีนักปราชญ์เกิดที่นี่ทีเดียว ๓ ท่าน มีบ้านอยู่ใกล้กัน หัวบันไดบ้านเกือบติดกัน คือ หลวงปู่ชั้ว โอภาโส (อายุมากกว่าหลวงพ่อ เป็นญาติของหลวงพ่อ เชี่ยวชาญวิชาธรรมกาย มาเรียนวิชาธรรมกายกับหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ) ต่อมาคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ และต่อมาคือ สมเด็จพระสังฆราชป๋า กล่าวถึงสมเด็จป๋า สมเด็จป๋าทรงมีฐานะเป็นหลานของหลวงพ่อ เหตุนี้เอง จึงว่า บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง เป็นมาตุภูมิของนักปราชญ์ ทุกคราวที่ผู้เขียนผ่านหมู่บ้านนี้ จะต้องยกมือไหว้ คารวะว่านี่คือ ดินแดนที่หลวงพ่อเกิด


หน้าบ้านของหลวงพ่อมีแม่น้ำไหลผ่าน และผ่านไปหน้าวัดสองพี่น้องและยาวเรื่อยไป ไม่ทราบว่าไปสิ้นสุดตรงไหน หน้าบ้านหลวงพ่อมีผักปลานานาชนิด ปลาชุมมาก และเมื่อถึงหน้าวัดสองพี่น้องด้วยแล้ว ปลายิ่งมากขึ้น เหมือนกับว่ามาประชุมกันหน้าวัด สมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็กวัดสองพี่น้อง ปรากฏว่าปลายังชุมอยู่ เวลาพายเรือไปบิณฑบาตกับพระในฤดูแล้ง หากอยากแกล้งใคร เพียงโยนก้อนอิฐก้อนเดียวลงไปที่หน้าวัด ปลาชะโดหมื่นแสนก็จะพร้อมกันกระโจนครู่ใหญ่ มันอ้าปากด้วย แล้วปลานั้นก็จะโดนเขาผู้นั้น ถูกศีรษะบ้าง ถูกลำตัวบ้าง ปลาไปดิ้นอยู่ในเรือของเขาบ้าง วิธีนี้ดีกว่าวิธีชกต่อยกัน การอาบน้ำหน้าวัด ต้องระวังให้มาก หากโชคไม่ดี เราจะโดนปลากรายกัดเอา


ตามที่กล่าวนี้ แสดงว่าหลวงพ่อเกิดในดินแดนแห่งความสมบูรณ์ ไม่ทราบว่ารุ่นหลวงพ่อจะสมบูรณ์ปานไหน ในเมื่อรุ่นผมเป็นเด็กวัดยังขนาดนี้แล้ว
หลวงพ่อวัดปากน้ำเมื่อครั้งเด็กน้อย


เด็กชายสด มีแก้วน้อย เมื่อครั้งเดินเตาะแตะ กำลังพูด กำลังซน กำลังน่ารัก หลวงปู่ชั้ว โอภาโส เล่าให้ฟังว่า พี่เลี้ยงหลวงพ่อชื่อยายบู่ คืนไหนดวงจันทร์สว่าง หลวงพ่อเห็นดวงจันทร์บนท้องฟ้าแล้ว เป็นต้องร้องจะเอาดวงจันทร์ทุกครั้ง เอาอะไรให้แทนก็ไม่ยอม ยังร้องไห้อยู่อย่างนั้น จะเอาดวงจันทร์อย่างเดียว สร้างความหนักใจแก่พี้เลี้ยงมาก พี่เลี้ยงก็ฉลาด บอกแก่หลวงพ่อว่า อย่าร้องนะ เดี๋ยวยายจะไปเอาไม้กระทู้ยาว มาพาดชายคาบ้าน แล้วยายจะปีนกระทู้ขึ้นไปหยิบเอาดวงจันทร์มาให้ เพียงเท่านั้น หลวงพ่อก็หยุดร้องไห้ จับตาดูยายบู่พี่เลี้ยงไต่กระทู้ขึ้นไปจนถึงชายคาบ้าน ยกมือสองข้างยื่นออกไปทำเป็นว่าจะหยิบดวงจันทร์ แต่เกินที่ยายจะเอื้อมถึง ยายหยิบดวงจันทร์มาให้หลานไม่ได้ พอพี่เลี้ยงพูดอย่างนี้ หลวงพ่อไม่ร้อง หยุดร้องไปเฉย ๆ


แปลกใจว่า ยายบู่พี่เลี้ยงหยิบดวงจันทร์มาให้ไม่ได้ ทำไมหลวงพ่อไม่ร้องต่อ หลวงปู่อธิบายว่า หลวงพ่อเป็นคนมีเหตุผลมาแต่เด็กเล็กแดงแล้ว


ดวงจันทร์คืออะไร ดวงจันทร์คือดวงธรรมนั่นเอง แสดงแววที่จะเห็นธรรมมาแต่เด็กน้อยแล้ว
อีกเรื่องหนึ่ง อุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น (ศิษย์ธรรมกายของหลวงพ่อ) เล่าให้ฟังว่า ตอนหลวงพ่อเป็นเด็กเล็ก ชอบร้องเพลง แต่เพลงที่หลวงพ่อร้อง มีเนื้อร้องไม่เหมือนที่ชาวบ้านเขาร้อง เพลงของหลวงพ่อมีแต่เรื่องนรกสวรรค์ ไม่ทราบว่าจำมาจากใคร หรือหลวงพ่อร้องได้เองตามสัญชาตญาณ (INSTINCT) ของท่านเอง


เด็กร้องเอาดวงจันทร์ เราไม่เคยได้ยิน เคยได้ยินแต่เรื่องแพ้ท้อง การแพ้ท้องของมารดาบ่งบอกถึงอนาคตของเด็กได้เหมือนกัน อย่างพระพรหมมุนี (ผิน ธรรมประทีป) อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เล่าว่าเดิมอาตมาเป็นคริสต์ โยมหญิงเล่าให้ฟังว่า ตอนโยมแพ้ท้อง โยมอยากกินแต่น้ำชา พออาตมามาเกิด ได้เข้านับถือพุทธ บวชเป็นพระเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นหิรัญบัตร จวนจะได้เป็นสมเด็จอยู่แล้ว หากไม่มรณภาพเสียก่อน ได้เลื่อนเป็นสมเด็จแน่ ๆ


การศึกษาเบื้องต้นของหลวงพ่อ


เมื่อหลวงพ่อจำเริญวัยขึ้น ควรได้รับการศึกษาเบื้องต้น คือ การศึกษาระดับประถมศึกษา แต่ไม่มีโอกาส เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประชาบาล หากเป็นหญิงแล้วไม่มีโอกาสเลย แต่เป็นชายโอกาสยังมี นั่นคือ การศึกษาจากวัด ใครมีญาติบวชพระก็จะมีโอกาสได้เรียนขั้นอ่านออกเขียนได้ แต่ถ้าไม่มีญาติเป็นพระ โอกาสทางการศึกษาหมดลงทันที แต่หลวงพ่อโชคดีที่มีญาติบวชพระ จึงได้รับการศึกษาเบื้องต้น ดังนี้


สำนักเรียนแรก คือ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เรียนหนังสือเบื้องต้นกับพระน้าชายของหลวงพ่อ


สำนักเรียนที่สอง คือ วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ได้เรียนอักษรขอม ด้วยญาติของฝ่ายบิดาบวชอยู่วัดนี้ หลวงพ่อจึงมีโอกาสเรียน (พระอาจารย์ทรัพย์ เป็นเจ้าอาวาส)
ผลการเรียน ทราบว่า อ่านพระมาลัยได้ เขียนอักษรขอมได้ เป็นการศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ


การประกอบอาชีพเบื้องต้น


เมื่อเรียนหนังสือจากสำนักวัดแล้ว หลวงพ่อมีวัยโตขึ้น จึงช่วยบิดาประกอบอาชีพ อาชีพของหลวงพ่อคือ ค้าขาย ล่องเรือเอี้ยมจุ๊นไปขายข้าวกับบิดา ในจังหวัดนครปฐมและตามโรงสีในกรุงเทพ ฯ


ต่อมาหลวงพ่อต้องกำพร้าบิดา เนื่องจากบิดาได้ตายไป หลวงพ่อจึงทำการค้าแทนบิดาเรื่อยมา งานการค้าของหลวงพ่อดำเนินมาเป็นปกติ อยู่มาวันหนึ่งหลวงพ่อเกิดเบื่อหน่ายต่ออาชีพที่ทำอยู่ ด้วยเหตุเส้นทางเดินเรือมีโจรจะปล้นจี้


ความเบื่อหน่ายของหลวงพ่อ เกิดจากประสบการณ์จริง เป็นเหตุการณ์ซึ่งหน้า หลวงพ่อพิจารณาจนเกิดอารมณ์กัมมัฏฐานสู่ใจ กัมมัฏฐานที่ว่านั้นคือ “อสุภกัมมัฏฐาน” ได้แก่ การระลึกรู้สู่จิต ว่าความตายจะมาถึง เราหนีความตายไปไม่ได้ จนเกิดความสลดใจ แล้วคิดจะบวชเป็นพระ


ตอนนั้นหลวงพ่อเป็นฆราวาสอายุระหว่าง ๑๘-๑๙ ปี อยู่ในวัยหนุ่ม ยังไม่มีความรู้เรื่องพระเรื่องเจ้า แม้จะเคยอยู่วัดเพื่อเรียนหนังสือ ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะนำความรู้ที่ได้ยินได้ฟังมาขบคิด เพราะตอนนั้นเป็นเด็กเล็ก เขาให้เรียนหนังสือ ก็มุ่งแต่จะให้อ่านออกเขียนได้สถานเดียว
การที่คนหนุ่มเกิดการระลึกรู้เทวทูต ๔ คือ การแก่ การเจ็บ การตาย การเป็นสมณะ นับว่าถูกหลักของโพธิสัตว์ทีเดียว แม้ไม่มีใครสอนก็นึกได้ โปรดศึกษาเรียนรู้บันทึกของหลวงพ่อ ซึ่งหลวงพ่อบันทึกไว้เอง ดังนี้


ค้า ขายมาตั้งแต่อายุ ๑๔ ปีเศษ ๆ นับแต่บิดาล่วงไปก็เป็นพ่อค้าแทนบิดา เลี้ยงมารดามาจนถึงอายุ ๑๙ ปี ตรงนี้ได้ปฏิญาณตัวบวชจนตาย ด้วยมามีอุปสรรคเกิดขึ้นในระหว่างขายข้าวแล้วนำเรือเปล่ากลับบ้าน เข้าลัดที่คลองบางอีแท่น (ปากลัดเข้าคลองบางอีแท่น) เหนือตลาดใหม่ แม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมในลัดนี้ไม่สู้ไกลนัก แต่พวกโจรชุกชุม ครั้นเข้าลัดเข้าไปเล็กน้อย ก็มาคิดในใจของตัวว่า คลองก็แสนเล็ก โจรก็ร้าย ท้ายเรือก็ไล่เลี่ยกับฝั่ง ไม่สูงไม่ต่ำกว่ากันเท่าไรนัก น่าหวาดเสียวอันตราย

เมื่อโจรมาก็ต้องยิงหรือทำร้ายคนท้ายก่อน ถ้าเขาทำเราได้ก่อน เราก็ไม่มีทางที่จะสู้เขา ถ้าเราเอาอาวุธปืนแปดนัดไว้ทางหัวเรือ แล้วเราไปถ่อเรือทางลูกจ้าง หากโจรมาทำร้าย เราก็จะมีทางสู้ได้บ้าง คิดดังนี้แล้วก็เรียกลูกจ้างที่ถ่อเรือแถบหัวเรือมาถือท้าย แล้วเราออกไปถ่อแทน ถ่อเรือไปก็คิดไป เรือก็เกิดเข้าที่เปลี่ยว ยิ่งขึ้นทุกที ความคิดก็ถี่ขึ้นว่า ลูกจ้างที่เราจ้างมานี้ คนหนึ่งก็ไม่กี่บาท เพียง ๑๑ บาท หรือ ๑๒ บาทเท่านั้นส่วนตัวเราเป็นเจ้าของทั้งทรัพย์ทั้งเรือหมด ส่วนการตาย จะให้ลูกจ้างตายก่อนเป็นการไม่ถูกต้อง เอาเปรียบลูกจ้างมากเกินไปไม่สมควร ถ่อไปก็คิดไปดังนี้ และคิดถี่หนักเข้า แล้วจึงตัดสินใจเด็ดขาดลงไป “เราผู้เป็นเจ้าของให้เราตายก่อนดีกว่าจึงจะสมควร”


คิด ตกลงแล้วก็เรียกลูกจ้างให้มาถ่อ ตัวเองก็หยิบปืนแปดนัดที่เอาไปไว้ข้างหัวเรือ มาไว้ให้ใกล้ตัวเมื่อใกล้จะออกปากลัด น้ำขึ้น เรือข้าวที่หนักก็ตามน้ำขึ้นเข้ามาประดังกันแน่น จีนก็ส่งเสียงแต่ว่า ตู้อ้า ๆ ครั้นออกก็ไม่ได้ ครั้นจะเข้าก็ไม่ได้ แต่พอน้ำน้อยลง เรือของเราต่างฝ่ายต่างปักหลักกรานหน้าจอดนิ่งกันอยู่


เรา เป็นคนท้าย เมื่อผ่านพ้นอันตรายมาแล้ว ก็มาคิดว่า การหาเงินหาทองนี้ลำบากจริง ๆ เจียวหนา บิดาของเราก็หามาดังนี้ เราก็หาซ้ำรอยบิดาตามบิดาบ้าง เงินแลทองที่หากันทั้งหมดด้วยกันนี้ต่างคนก็ต่างหา ไม่มีเวลาหยุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบเร่งหาให้มั่งมี ก็เป็นคนต่ำและเลว ไม่มีใครนับถือและคบหา เข้าหมู่เขาก็อายเขา เพราะเป็นคนจนกว่าเขา ไม่เทียมหน้าเทียมไหล่กับเขา


ปุรพ ชนต้นสกุลของเราก็ทำกันมาดังนี้ เหมือน ๆ กัน จนถึงบิดาของเราและตัวของเรา ก็บัดนี้ ปุรพชนแลบิดาของเราไปทางไหนหมด ก็ปรากฏแก่ใจว่า ตายหมดแล้ว แล้วตัวเราเล่าก็ต้องตายเหมือนกัน ใจก็ชักเสียว ๆ เมื่อนึกถึงความตายที่จะมาถึงตัวโดยไม่มีข้อสงสัยเลย เราต้องตายแน่ ๆ บิดาของเรามาล่องข้าว ขึ้นจากเรือข้าวก็เจ็บมาตามทางแล้ว ขึ้นจากเรือข้าวไม่กี่วันก็ถึงแก่กรรม


วันที่บิดาถึงแก่ กรรม เราช่วยพยาบาลอยู่ ไม่ได้เห็นเลยที่จะเอาอะไรติดไป ผ้าที่นุ่งแลร่างกายเราก็ดูแลอยู่ ไม่เห็นมีอะไรหายไป ทั้งตัวเราแลพี่น้องของเรา ที่เนื่องด้วยแกตลอดถึงมารดาของเรา ก็อยู่ไม่เห็นมีอะไรเลยที่ไปด้วยแก แกไปผู้เดียวแท้ ๆ ก็ตัวเราเล่าก็ต้องเป็นดังนี้ เคลื่อนความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้แน่


เมื่อ คิดตกลงใจได้ดังนี้แล้ว ก็ลองทำเป็นตายดู นอนแผ่ลงไปที่ท้ายเรือนั้นแล้วก็ทำตาย ครั้งตายแล้วก็ทำเป็นไปหาคนที่เป็นญาติบ้าง พี่น้องบ้าง เพื่อนที่ชอบกันบ้าง เขาก็ไม่เห็นเรา เพราะเราเป็นผี เราก็เอาก้อนดินบ้าง ไม้บ้างโยนหรือปาเข้าไปให้ถูก เพราะเขาไม่เห็นตัวเรา เขาก็ต้องบอกผีโยนมาหรือปาเข้ามา ไปหาคนโน้นก็ไม่เห็น มาหาคนนี้ก็ไม่เห็น คิดดังนี้แหละจนเผลอตัว


แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมา ก็รีบลุกขึ้นจุดธูป อธิษฐานในใจของตัวเองว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต” ตรงนี้ บวชจริงมาเสียแต่อายุ ๑๙ ปีเศษแล้ว


ตั้งแต่ นั้น ก็ประกอบอาชีพตามปกติของพ่อค้า จนอายุครบ ๒๒ โดยปีแล้วก็ปรารภถึงการบวชในปีนั้น พอถึงเดือน ๘ ข้างขึ้น ก็ขนข้าวลงเรือเต็มลำ บอกแก่ลูกจ้างให้นำไปขายโรงสีในกรุงเทพ ฯ ส่วนตัวก็เข้าอยู่วัดเป็นเจ้านาค ฝึกหัดเบื้องต้น แห่งการอุปสมบท ในสำนักพระปลัดยัง ผู้เป็นหลวงตาของตัว ฯ


วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตการศึกษาวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ


เหตุที่เราต้องวิจารณ์และตั้งข้อสังเกตการศึกษาวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ เพราะเหตุว่าวิปัสสนาธุระเป็นภาคปฏิบัติพัฒนาใจ เพื่อให้แจ้งนิพพาน ตามที่กล่าวแล้ว แต่การที่จะพัฒนาใจ จำต้องมีความรู้ และความรู้นั้นจะได้จากไหน ความรู้คือ คำสอนของพระศาสดานั้น เป็นภาษาบาลี หลักสูตรการศึกษาของสงฆ์ท่านกำหนดไว้ เรียกว่า การศึกษาปริยัติธรรม และการศึกษาปริยัติธรรมนั้น แบ่งออกเป็น ๒ แผนก คือ แผนกนักธรรมและแผนกบาลี เมื่อเรียนจบปริยัติธรรมแล้ว จึงเรียกว่าจบคันถธุระ


ครั้นเรียนจบปริยัติธรรมแล้ว จึงขึ้นวิปัสสนาธุระ ถือว่าเป็นการเรียนระดับสำคัญ เพราะเป็นเรื่องทำนิพพานให้แจ้ง เรื่องทำนิพพานให้แจ้งนี้เป็นยอดปรารถนาของพระพุทธศาสนา และการทำนิพพานให้แจ้งนั้น มีแต่พระสงฆ์เท่านั้นที่ทำได้ เพราะมีหลักสูตรให้เรียน ซึ่งเรียกว่า วิปัสสนาธุระ แต่หลักสูตรวิปัสสนาธุระของสงฆ์ยังไม่มี การศึกษาด้านวิปัสสนาธุระจึงไม่มี พระสงฆ์เรียนจบปริยัติแล้ว (คันถธุระ) ไม่รู้จะไปเรียนวิปัสสนาธุระที่สำนักเรียนไหน รวมความว่า การศึกษาด้านวิปัสสนาธุระของสงฆ์ไม่ได้รับการรื้อฟื้น หยุดชะงักมานาน


แม้มีเรียนกันบ้างในบางวัด แต่ไม่เป็นโล้เป็นพาย ยังหาข้อยุติในเนื้อวิชาไม่ได้ ไม่ชัดเจนในเรื่องหลักสูตร ไม่ชัดเจนในเรื่องวิธีการ ไม่ชัดเจนในเรื่องปฏิบัติการ ไม่ชัดเจนในเรื่องวัดผล ในที่สุดก็เสื่อม


ครั้นมายุคหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านตั้งความปรารถนาเรียนทั้ง ๒ ธุระ ว่าถึงวิปัสสนาธุระ ท่านก็พยายามไปเรียน ใครว่าอาจารย์ดีที่ไหน หลวงพ่อไปเรียนทั้งนั้น ตามที่เราค้นคว้าได้ ปรากฏว่าหลวงพ่อเรียนมาตั้ง ๕ อาจารย์ แต่ละอาจารย์ก็ว่ากันไปคนละอย่าง
ข้อสังเกตความรู้วิปัสสนาธุระที่หลวงพ่อค้นพบ


ความรู้ที่หลวงพ่อค้นพบ ไม่เหมือนความรู้ที่เคยเรียนมาจากอาจารย์ทั้งหลาย ความรู้ที่ได้พบเห็นเป็นคนละเรื่องกันทีเดียว กล่าวคือ ความรู้ของเกจิอาจารย์ครั้งนั้น เป็นความรู้ทางอานาปานัสสติ (กำหนดลมหายใจ) เป็นความรู้กำหนดสติ (หนอ) เป็นความรู้ทางกสิณ เช่น กสิณดิน น้ำ ไฟ ลม ความรู้เหล่านี้ไม่ได้กำหนดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายเลย มีแต่กำหนดใจนอกศูนย์กลางกายทั้งนั้น แม้หลวงพ่อก็ได้รับการสอนมาอย่างนั้น


แต่ความรู้ที่หลวงพ่อได้พบเห็น ปรากฏว่าเห็นที่ศูนย์กลางกาย สิ่งที่เห็นคือ ดวงธรรม และในที่สุดคือ เห็น “ธรรมกาย” ตามรายละเอียดหนังสือมรรคผล ๑๘ กาย ของหลวงพ่อนั้น
ธรรมกาย คือ พระรัตนตรัย สรุปแล้วหลวงพ่อค้นพบพระรัตนตรัย
นั่นคือ รู้วิธีปฏิบัติทำใจ ว่าทำอย่างไร จึงเข้าถึงพระรัตนตรัย


วิธีทำใจเช่นนั้น คือ วิธีการทำใจให้ใส ตามคำสอนของพระศาสดาข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ ซึ่งแปลว่า การทำใจให้ใส นั้น มีวิธีการอย่างไร มีวิธีปฏิบัติการอย่างไร มีวิธีวัดผลอย่างไร ตั้งแต่ต้นจนปลาย


การค้นพบ “วิธีการทำใจให้ใส” นับว่าแก้อวิชชาขนานสำคัญ เพราะคำสอนของพระศาสดา ที่ว่าทำใจให้ใสนั้น คำสอนนี้ เราทราบกันทั้งนั้น แต่เราไม่ทราบวิธีทำว่ามีวิธีอย่างไร และเราไม่ทราบว่าการปฏิบัติทางใจนั้นทำอย่างไร ทำให้การศึกษาด้านวิปัสสนาธุระสูญหายมานานแสนนาน ความประสงค์ที่เราต้องการให้แจ้งนิพพาน นั้นเป็นอันแจ้งไม่ได้ มานานแสนนานเช่นกัน
ข้อสังเกตในการเอาจริง
ต่อการเรียนวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ
จากบันทึกของหลวงพ่อ ซึ่งบันทึกว่า “บัดนี้ ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้เห็นเราก็ยังไม่ได้บรรลุ เรายังไม่รู้ไม่เห็น สมควรแล้วที่เราต้องกระทำอย่างจริงจัง”
เหตุใดหลวงพ่อมีความเห็นเช่นนั้น เพราะเรียนกัมมัฏฐานมาจากอาจารย์ต่าง ๆ ๕ อาจารย์แล้ว ความรู้ที่ได้เหล่านั้น เป็นอย่างไร เหตุใดหลวงพ่อจึงว่า “ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็นเราก็ยังไม่ได้บรรลุ เรายังไม่รู้ไม่เห็น”


นี่คือ ข้อสังเกตที่เราท่านต้องพิจารณา เพื่อให้เกิดความรู้ถูกต้องแก่เรา
เพราะก่อนที่เราจะมาพบหลวงพ่อ เราต่างก็เรียนกัมมัฏฐานกันมาคนละหลายแบบหลายอย่าง แต่ความรู้ของเราไม่ก้าวหน้า เมื่อไรก็ทำได้อยู่แค่นั้น ความรู้ของเรากี่ปีก็แค่นั้น เป็นอยู่อย่างนั้น แถมยังยึดมั่นถือมั่นเอามาก ๆ ด้วย


ข้อสังเกตการบำเพ็ญ


ขอบรรลุวิปัสสนาธุระต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
จากบันทึกของหลวงพ่อ ซึ่งบันทึกว่า “ตั้งสัตย์อธิษฐานแน่นอนลงไปว่าถ้านั่งลงไปครั้งนี้ ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการเป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต”


ยังไม่เคยพบประวัติของเกจิอาจารย์ใดเป็นเช่นนี้เลย เพิ่งมาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นรูปแรก
การเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถือว่าเป็นการลงทุนสูง ไม่มีอะไรสูงไปกว่านี้อีกแล้ว


เท่าที่เคยศึกษามา พบแต่พระพุทธองค์เท่านั้น หลวงพ่อกล้าหาญปานนี้ เป็นการเจริญรอยตามบาทพระพุทธองค์ เป็นการรื้อฟื้นวัฒนธรรมมหาวิริยะของพระพุทธองค์ เราท่านเคยอ่านพุทธประวัติทราบตรงกันว่า พระพุทธองค์ทรงอธิษฐาน ที่ใต้โคนต้นโพธิ์ หากไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งเหลือแต่เส้นเอ็น พระองค์จะไม่ลุกจากบัลลังก์ (อาสนะหญ้าคา) นั้น (จตุรังควิริยะ กระดูก ๑ หนัง ๑ เนื้อ ๑ เลือด ๑ แม้จะแห้งไปก็ไม่ละความเพียร)
หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นที่เกรงแก่คนทั้งหลาย ต่างถวายความเคารพ คงจะเป็นเพราะหลวงพ่อเป็นคนจริง สมเด็จพระสังฆราชป๋าทรงเคยเล่าว่า หลวงพ่อท่านเป็นคนจริงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ครั้นมาศึกษาวิปัสสนาธุระ ก็แสดงความเด็ดเดี่ยวอีก ลองค้นประวัติหลวงพ่ออ่านดู จะทราบว่าหลวงพ่อเป็นคนจริง


เรื่องการแสดงความจริงจังต่อการบำเพ็ญธรรมนั้น อย่างเราทำไม่ได้ ต้องมีวาสนาบารมีแต่ปางหลัง บารมีต้องเข้าขั้นจึงจะทำอย่างนั้นได้ ใคร ๆ ก็อยากเห็นธรรมวิเศษกันทั้งนั้น และทราบว่าการเอาจริงเป็นของดี แม้หลวงพ่อทำเป็นตัวอย่างให้เราดูมาแล้ว เราก็เอาอย่างท่านไม่ได้ ทั้งที่เราอยากจะทำ แต่เราทำไม่ได้ เพราะบารมีเราไม่โตเท่าบารมีหลวงพ่อนั่นเอง
เรื่องของหลวงพ่อวัดปากน้ำ แรก ๆ ยังไม่ยอมรับกันเท่าไร มีเสียงวิจารณ์กันบ้าง
แต่บัดนี้ ไม่ว่าที่ใด เอ่ยชื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำ ต่างให้ความยำเกรงและถวายความเคารพ
แม้แต่คนรุ่นใหม่ เกิดมาไม่เคยเห็นหลวงพ่อ ล้วนแต่เคารพหลวงพ่อ ไปไหว้ศพหลวงพ่อเนืองแน่นในวันเสาร์อาทิตย์ ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตอนเช้าคนไม่มาก แต่พอสายหน่อย คนจะแน่นทันที


ข้อสังเกตคำอธิษฐานขอเห็นธรรม

รับเป็นทนายศาสนาตลอดชีวิต จากบันทึกของหลวงพ่อ “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ อย่างน้อยที่สุดแลง่ายที่สุดที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้ว แด่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้วเป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานแด่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้ารับเป็นทนายศาสนาในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต”


หากอ่านบันทึกของหลวงพ่อที่คัดลอกมานี้หลายเที่ยว เราพอสรุปสาระได้ ดังนี้


๑. ธรรมที่พระราชทานนั้น เป็นธรรมที่พระศาสดาทรงตรัสรู้แล้ว ชนิดง่ายที่สุด

๒. ธรรมที่พระราชทานนั้น ต้องเป็นคุณแก่พระศาสนา หากเป็นโทษแล้วอย่าทรงพระราชทาน

๓. หลวงพ่อรับเป็นทนายให้แก่ศาสนาไปตลอดชีวิต
เรา ทราบแล้วว่า หลวงพ่อเห็นธรรมตามคำสอนข้อ ๓ คือ สจิตฺตปริโยทปนํ แปลว่า การทำใจให้ใส นั้นมีวิธีการอย่างไร มีวิธีปฏิบัติทางใจอย่างไร

 

ในที่สุด เห็นธรรมกาย ซึ่งธรรมกายนี้ก็คือ พระรัตนตรัยนั่นเอง ซึ่งมีเนื้อหาสาระในหนังสือ ๑๘ กายของวัดปากน้ำ


ข้อที่เราควรตั้งข้อสังเกต ก็คือ หลวงพ่ออธิษฐานใจว่า เมื่อเห็นธรรมแล้วรับเป็นทนายให้แก่ศาสนา ตลอดชีวิตของหลวงพ่อ


ทนายศาสนา ก็คือ การสงเคราะห์กิจการพระศาสนา ระงับอธิกรณ์ต่าง ๆ ทั้งด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ นี่คือ ความหมายย่อ ๆ เรามาศึกษากันว่า หลังจากหลวงพ่อบรรลุธรรมกายแล้ว หลวงพ่อเป็นทนายให้แก่ศาสนาอย่างไรบ้าง


สรุปผลการศึกษาปริยัติธรรมและวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ


ด้านปริยัติธรรม หลวงพ่อได้รับพระราชทานพัดเทียบเปรียญ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔
ด้านวิปัสสนาธุระ บรรลุวิชาธรรมกาย (ธรรมกายศาสตร์ – ธกศ.)
โรงเรียนปริยัติธรรมของหลวงพ่อเกิดขึ้นแล้วที่วัดปากน้ำ


เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เกิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นในวัดปากน้ำ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๓ ชั้น ทันสมัย มีอุปกรณ์เครื่องใช้พร้อม ในวงเงิน ๒ ล้านเศษ อันเป็นเงินที่ปวงชนเขาศรัทธาในหลวงพ่อ ถวายแก่หลวงพ่อ ไม่ใช่ได้มาเป็นก้อน เขาถวายทีละเล็กละน้อย สมัยนั้นเงิน ๒ ล้านเศษ ไม่มีทางที่จะหามาได้ เว้นแต่รัฐบาลเท่านั้น ที่จะทำได้ นี่คืออภินิหารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ


ข้าพเจ้าดีใจมาก เพราะสมัยนั้น ทางการสงฆ์หาศาลาการเปรียญที่ไหนใช้เป็นสนามสอบธรรมสนามหลวงไม่ได้ เมื่อหลวงพ่อสร้างโรงเรียน ทางการสงฆ์ใช้โรงเรียนของหลวงพ่อเป็นที่สอบธรรมสนามหลวง พระเณรไม่ต้องแบ่งแยกย้ายไปวัดโน้นบ้างวัดนี้บ้าง เมื่อมารวมสอบที่วัดปากน้ำแห่งเดียว ย่อมสะดวกหลายประการ การตั้งกรรมการคุมสอบก็ดี การจัดซองข้อสอบก็ดี ตัดปัญหาเรื่องนี้ไปได้


ที่สำคัญก็คือ พระเณรท่านอยากมาวัดปากน้ำ เพราะมีอาหารการฉันบริบูรณ์ เพียงแต่บอกว่า หลวงพ่อเป็นเจ้าภาพ เพียงเท่านี้ ศิษย์ของหลวงพ่อทั่วนครก็เฮโลกันมาสนับสนุน
โรงเรียนของหลวงพ่อหลังนี้ต่อมามีชื่อว่า “โรงเรียนพระปริยัติธรรมภาวนานุสนธิ์” ชั้นหนึ่งใช้เป็นโรงเรียนนักธรรม อีกชั้นหนึ่งเป็นโรงเรียนบาลี และอีกชั้นหนึ่งเป็นโรงเรียนวิปัสสนา สรุปแล้ว โรงเรียนหลังนี้ครบธุระ ๒ คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ จึงดีใจกับหลวงพ่อเหลือเกิน ที่โรงเรียนหลังนี้ให้ประโยชน์สูง


หลวงพ่อคงจะคิดมาก ครั้งนั้นการเงินหายาก เพราะอยู่ในระหว่างคาบลูกคาบดอกแห่งสงคราม ศิษย์ของหลวงพ่อทราบว่าหลวงพ่อจะสร้างโรงเรียนต่างก็มาบริจาคเงินถวาย ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นรางวัลน้ำใจแก่ศิษย์ จึงตัดสินใจทำพระขึ้น หลวงพ่อเรียกว่า “ของขวัญ” ต่อมาเรียก “พระของขวัญ” คือ ให้เป็นของขวัญแก่ศิษย์ที่มาบริจาคเงินสมทบสร้างโรงเรียน
ดร.วิลเลียม เปอร์เฟอร์ท แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มาบวชเพื่อศึกษาวิชาธรรมกาย
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร.วิลเลียม เปอร์เฟอร์ท แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดและอาจารย์มหาวิทยาลัยอีก ๒ คน มาบวชที่วัดปากน้ำเพื่อศึกษาวิชาธรรมกายทั้ง ๓ ท่าน หลวงพ่อให้ฉายาว่า กปิลวัฑโฒ ปัญญาวัฑโฒ และ สัทธาวัฑโฒ


เมื่อภิกษุทั้ง ๓ กลับประเทศอังกฤษ ยังได้เผยแพร่วิชาธรรมกาย ดังนั้นการเผยแพร่วิชาธรรมกายในต่างแดน มีมาแต่ครั้งนั้น


บัดนี้ งานเผยแพร่วิชาธรรมกาย กำลังเผยแพร่เกือบทั่วโลกแล้ว โดยท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถร (อาจารย์วีระ อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาวัดปากน้ำเป็นผู้นำร่อง) ศิษย์หลวงพ่อที่เป็นพระสงฆ์ศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ได้ทำหน้าที่เผยแพร่ไปด้วย แม้ข้าพเจ้าเองก็มีคนมาติดต่อให้ไปช่วยสอนในต่างประเทศเหมือนกัน


วิชาธรรมกายคือ เรื่องการทำใจให้ใส ตามคำสอนของพระศาสดาที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ อานิสงส์เบื้องต้นของการพัฒนาใจ ถ้าทำใจให้ใสได้ เขาย่อมมีใจเป็น หิริโอตตัปปะ หากคนทั้งโลกมีสภาพใจอย่างนี้ สันติจะมาสู่โลกทันที เอาใจช่วยอยู่เหลือเกิน ขอให้วิชาธรรมกายเผยแพร่ได้ทั่วโลกโดยเร็ว
สรุปแล้ว งานคันถธุระและวิปั

สสนาธุระ เกิดขึ้นที่วัดปากน้ำเกินคาดหมาย งานของพระศาสนา เจริญขึ้นที่วัดปากน้ำ ในสมัยที่หลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาส ถ้าไม่เรียกอภินิหารของหลวงพ่อ แล้วจะเรียกอะไร
งานสร้างเสนาสนะสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่


งานสร้างเสนาสนะ หลวงพ่อไม่นิยม บางครั้งลูกศิษย์ต้องไปกราบเรียนบอกพระไม่มีกุฏิ เรือนไม้ก็จะพัง หลวงพ่อมักจะบอกว่า ยังไม่จำเป็น การศึกษาจำเป็นกว่า เว้นแต่ผู้มีจิตศรัทธาแจ้งความจำนง หลวงพ่อจึงจะจัดสร้างให้


หลวงพ่อไม่นิยมสร้างพระใหญ่พระโต มีแต่จะสร้างพระเป็น พระเป็นหมายถึง เป็นธรรมกาย พูดถึงที่อยู่อาศัย หลวงพ่อปรารภเสมอว่า การสร้างคนให้เจริญด้วยการศึกษา สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด วันเวลาล่วงไป แต่การศึกษาของเราไม่ทัน เราก็เป็นผู้ล้าหลังอยู่ดี งานก่อสร้างมีเงินแล้วทำได้ ไม่ยากอะไร แต่เสียเวลาเล่าเรียน มัวแต่เอาเวลาไปยุ่งกับวัตถุ ทำเช่นนั้นฉลาดอยู่หรือ หากเราไปก่อสร้าง ย่อมจะเกิดเสียงดัง รบกวนพระที่กำลังท่องตำรา พระเณรของเราก็จะเอาแต่หอบหนังสือไปท่องที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง เสียเวลาเรียนของท่านเปล่า ๆ กุฏิและที่ทางที่เรามีอยู่พออาศัยกันได้ ก็ช่วยกันไป หลวงพ่อกล่าวเช่นนั้น


ลุงเปล่ง ศิษย์คนโปรดของหลวงพ่อ กล้าพูดกับหลวงพ่อ เพราะรู้ว่าหลวงพ่อรักและเมตตา “หลวงพ่อครับ กุฏิหลังนั้น มีพระอยู่ตั้ง ๒๐ รูป ห้องส้วมก็ผุใกล้จะพัง ทางวัดน่าจะจัดการ”
“เปล่ง เอ็งเฉย ๆ ไว้ เดี๋ยวเทวดาเขาหาคนมาทำ” หลวงพ่อตอบอย่างนั้น
อีก ๗ วันต่อมา ลุงเปล่งก็มานมัสการหลวงพ่อดังเคย ลุงเปล่งยังไม่ทันนั่งยังไม่ทันกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อเอ่ยขึ้นก่อนว่า “เปล่ง เอ็งมาก็ดีแล้ว” ชี้ไปทางกุฏิหลังนั้น “สัม มา อะ ระ หัง อย่างเดียวเทวดาก็ดลใจเจ้าภาพมาทำส้วมให้เอง” ลุงเปล่งบอกว่า หลวงพ่อท่านว่าเราด้วย บอกให้ฝึก สัม มา อะ ระ หัง นานแล้ว เราก็ยังไม่ได้ทำ
กล่าวถึงอาคารใหม่เกิดขึ้น ๒ หลัง ในยุคนั้นฮือฮากันมาก หลังแรกคือ โรงเรียนพระปริยัติธรรม หลังที่ ๒ คือ กุฏิ ๒ ชั้น หลังซึ่งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อยู่ทุกวันนี้ (อาคารประกอบอื่น โปรดดูเอกสารของวัดปากน้ำ)


ขอกล่าวถึงกุฏิหลังงาม คือ กุฏิที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์อยู่ปัจจุบัน ครั้งนั้น ถือว่าสวยงาม ใคร ๆ เห็นเป็นต้องออกปากชมว่า สง่างาม การก่อสร้างประณีต ผู้มีจิตศรัทธาปรารถนาสร้างให้หลวงพ่ออยู่ พอสร้างเสร็จปรากฏว่าหลวงพ่อไม่อยู่ หลวงพ่อก็ยังคงอยู่กุฏิหลังเล็กของหลวงพ่อตามเดิม ต่อมาจำต้องรื้อกุฏิหลังเล็กของหลวงพ่อ เพื่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ตามโครงการของวัด หลวงพ่อจึงปฏิเสธไม่ออก จำต้องขึ้นอยู่กุฏิหลังใหม่ โดยภาวะจำยอม


เดี๋ยวนี้ วัดปากน้ำเป็นเมืองสวรรค์ เสนาสนะสวยไปหมดทุกตารางนิ้ว เป็นอภินิหารของหลวงพ่อ หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว


หลวงพ่อถือคติว่า ต้อง การให้การศึกษาแก่ทุกคน ทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ ศาสนาเจริญโลกก็เจริญ อย่าไปติดวัตถุ ให้พัฒนาใจก่อน เมื่อคนมีสภาพใจใสเสียอย่างเดียว จะส่งผลให้อะไรทั้งหลายดีไปหมด

สมณศักดิ์ของหลวงพ่อ


พ.ศ. ๒๔๕๘ พระสด จนฺทสโร

พ.ศ. ๒๔๕๙ พระสมุห์สด (ฐานานุกรมของเจ้ากรมศากยบุตติยวงศ์)

พ.ศ. ๒๔๖๔ พระครูสมณธรรมสมาทาน

พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นอุปัชฌาย์

พ.ศ. ๒๔๙๒ พระภาวนาโกศลเถระ (พระราชาคณะชั้นสามัญ)

พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้รับพระราชทานพัดเทียบเปรียญ

พ.ศ. ๒๔๙๘ พระมงคลราชมุนี( พระราชาคณะชั้นราช)

พ.ศ. ๒๕๐๐ พระมงคลเทพมุนี (พระราชาคณะชั้นเทพ) คำว่า”ธรรมกาย” สู่วงการสงฆ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒


คำว่า “ธรรมกาย” ไม่คุ้นหูเราท่าน แต่แรกที่ฟัง ย่อมเกิดความเข้าใจกันไปต่าง ๆ แต่คนที่ฝึกหัดพัฒนาใจกับหลวงพ่อเข้าใจคำว่า “ธรรมกาย” เป็นอันดี แต่แล้วคำว่า “ธรรมกาย” ก็สู่วงการของสงฆ์เมื่อ

พ.ศ. ๒๔๙๒ เหตุมาจากศิษย์หลวงพ่อ คือ อุบาสิกาเนาวรัตน์ หิรัญรักษ์ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงถามอุบาสิกาเนาวรัตน์ว่า อยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับพระครูสมณธรรมสมาทาน (หลวงพ่อสด) แห่งสำนักวัดปากนำนั้น หลวงพ่อท่านสอนอย่างไร และเห็นอะไรบ้าง


อุบาสิกาเนาวรัตน์ หิรัญรักษ์ ก็กราบทูลเล่าเนื้อวิชาถวาย เรียนอย่างไร ฝึกอย่างไร เห็นอะไรก็กราบทูลเช่นนั้น ปรากฏว่า เป็นที่พอพระทัยของสมเด็จ ฯ จึงทรงบัญชาให้อุบาสิกาเนาวรัตน์ หิรัญรักษ์เขียนตำราถวาย อุบาสิกาเนาวรัตน์ หิรัญรักษ์ได้นำความไปกราบทูลหลวงพ่อ หลวงพ่อได้แต่แจ้งแก่ศิษย์ว่า นี่เป็นบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช เมื่อทรงบัญชาสั่งมายังพวกเธอ พวกเธอจงช่วยกันรวมความรู้แล้วพิมพ์เป็นเล่มถวายสมเด็จ ฯ จงรีบทำโดยเร็ว เธอทั้งหลายเรียนกันมามากแล้ว ทบทวนความรู้ดูใหม่

ทำหลักสูตรจากง่ายไปหายากลองนึกดูว่าหลวงพ่อสอนอะไรไว้บ้าง รื่องใดแต่ครั้งใด หารือในหมู่พวกเธอกันเอง อย่ามากวนหลวงพ่อมากนัก แต่ถ้าสงสัยเรื่องใดให้ถามเป็นเรื่อง ๆ แล้วหลวงพ่อจะเทศน์ให้ฟังใหม่ ปรากฏว่า ศิษย์หลวงพ่อเหงื่อแตกไปตาม ๆ กัน เพราะไม่มีใครจดโน๊ตความรู้ที่หลวงพ่อสอนไว้เลย ในที่สุด ศิษย์หลวงพ่อก็ต้องมาประชุมกัน ซึ่งประกอบด้วย อุบาสิกาเนาวรัตน์ หิรัญรักษ์ อุบาสิกาสมทรง สุดสาคร และคุณฉลวย สมบัติสุข เป็นตำราออกมาชื่อว่า “คู่มือสมภาร” และได้นำหนังสือ “คู่มือสมภาร” ถวายแต่พระสังฆราช ฯ

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒
หนังสือคู่มือสมภาร กล่าวถึงการพัฒนาใจ ตามคำสอนของพระศาสดาข้อที่ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ จนในที่สุดเข้าถึง “ธรรมกาย” เป็นอันว่า คำ “ธรรมกาย” ได้เข้าสู่วงการสงฆ์ แต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นต้นมา


การเผยแพร่ธรรมกายครั้งแรก


หลวงพ่อเป็นผู้เผยแพร่เอง ตามประวัติค้นได้จากบันทึกของหลวงพ่อว่า หลวงพ่อบรรลุวิชาธรรมกายที่วัดบางคูเวียง คลองบางกอกน้อย จังหวัดนนทบุรี เมื่อออกพรรษาแล้ว ออกจากวัดบางคูเวียงไปสอนที่วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม พระสงฆ์เป็นธรรมกาย ๓ รูป ฆราวาส ๔ คน ปี พ.ศ. ใดยังค้นไม่ได้ อีกครั้งหนึ่งคือ คราวที่หลวงพ่อไปจำพรรษาที่วัดพระศรีมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เผยแพร่ธรรมกาย แต่ไม่บันทึกข้อมูลไว้


การเผยแพร่ธรรมกายในต่างประเทศครั้งแรก


พระ ดร. ทิตเวโทภิกขุ ศิษย์ของหลวงพ่อ ได้ไปต่างประเทศ เมื่อไปถึงประเทศอังกฤษ ได้พบกับ ดร.วิลเลียม เปอร์เฟอร์ท ชาวอังกฤษ ศาสตราจารย์สอนวิชาปรัชญาศาสนา มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ดร.วิลเลียม คิดอย่างไรไม่ทราบ มาบวชเรียนวิชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ ครั้นต่อมา มีเพื่อนบัณฑิตชาวต่างประเทศ ของ ดร.วิลเลียม มาบวชอีก ๒ ท่าน รวมนักบวชชาวต่างประเทศ ๓ ท่าน จำได้ว่า หลวงพ่อให้ฉายาวัฑโฒ ทั้งนั้น คือ ปญฺญาวฑฺโฒ กปิลวฑฺโฒ และสทฺธาวฑฺโฒ


ต่อมาพระชาวต่างประเทศ ๓ รูปกลับไปต่างประเทศ การเผยแพร่วิชาธรรมกายในต่างประเทศ เริ่มแต่ครั้งนั้นแล้ว


บัดนี้ศิษย์หลวงพ่อที่ไปศึกษาในต่างประเทศ ได้เผยแพร่วิชาธรรมกายไปด้วย ดูไปแล้ว วิชาธรรมกายเผยแพร่ไปเกือบทั่วโลก แม้ผู้เขียนเอง ก็ยังมีพระท่านมาติดต่อให้ไปสอนต่างประเทศด้วย แต่ยังไม่รับปาก เพียงแต่บอกว่ารอไปก่อน เพราะปัจจุบันหลวงพ่อให้ผู้เขียนทำวิชาปราบมาร งานปราบมารที่หลวงพ่อสั่งให้ทำนี้ ต้องทำทุกวันอีกประการหนึ่ง ผู้เขียนมีภาระจะต้องดูแลครอบครัว จึงไปไหนมาไหนไม่คล่องตัว ต้องขอดูเหตุการณ์ก่อน


พูดถึงการเผยแพร่ในต่างประเทศ ท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถระ (พระอาจารย์วีระ) ดำเนินการมา ถึงขั้นตั้งวัดในต่างประเทศไปแล้วหลายประเทศ เป็นผู้นำร่องเรื่องนี้มาแต่ต้น ขณะนี้เป็นยุคใหม่ เท่าที่ทราบก็คือพระสมศักดิ์ มหพฺพโล สำนักปฏิบัติธรรมมงคลธรรมกายาราม ตำบลบ้านโป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กำลังเผยแพร่วิชาธรรมกายในต่างประเทศ น่าอนุโมทนาและช่วยกันสนับสนุน


หลวงพ่อเริ่มอาพาธและมรณภาพในที่สุด


หลวงพ่อเริ่มอาพาธมาแต่ปี ๒๔๙๙ ด้วยโรคความดันโลหิตและโรคไส้เลื่อน เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสงฆ์ ๒ ครั้ง เข้าผ่าตัดไส้เลื่อนที่โรงพยาบาลศิริราช ๑ ครั้ง ปกติก็มีหมอมาให้การรักษาที่วัด


ครั้นถึงปี ๒๕๐๒ อาการโรครุนแรงขึ้น หลวงพ่อมรณภาพเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๐๕ น. ณ กุฏิหลังใหม่ในวัดปากน้ำ และได้เคลื่อนศพไปประกอบการกุศลที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมภาวนานุสนธิ์ รวมอายุ ๗๕ ปี รวมจำนวนพรรษา ๕๓ พรรษา


ขณะนี้ ศพหลวงพ่อประดิษฐานอยู่หอสังเวชนียมงคลเทพนิรมิต นับแต่หลวงพ่อมรณภาพมาจนถึงบัดนี้ ประชาชนมากราบไหว้ไม่ขาดสาย ทางวัดประกาศไม่ให้เผาศพหลวงพ่อ
ความเจริญของวัดปากน้ำปลายสมัยของหลวงพ่อ


หลวง พ่อเริ่มอาพาธตั้งแต่ปี ๒๔๙๙ นั้น หลวงพ่อมีสมณศักดิ์เป็น “พระมงคลราชมุนี” จัดว่าเป็นยุครุ่งเรือง เพราะมีผู้มีจิตศรัทธามาสร้างเสนาสนะให้มากขึ้น มีพระเณรมากขึ้น มีคนมาเรียนภาวนากันมากขึ้น สำนักบาลีวัดปากน้ำโด่งดัง เพราะพระเณรสอบเปรียญเอกได้มากขึ้น รวมความว่าชื่อเสียงวัดปากน้ำระบือนามไปทั่ว


ที่น่าเป็นห่วงอยู่ก็เรื่องรับแขกของหลวงพ่อ หลวงพ่อต้องรับแขกทั้งที่ป่วย ใครเขามาวัดหากไม่มีโอกาสได้กราบหลวงพ่อก็แปลว่า เขาผิดหวังอย่างมาก ทางวัดแก้ปัญหานี้ไม่ตก ต้องยอมให้ประชาชนได้เข้ามาไหว้ ใกล้จะมรณภาพ หลวงพ่อไม่พูดแล้ว เพราะอาการของโรค แต่หลวงพ่อใช้สายตาพูดด้วย กล่าวคือหลวงพ่อจะมองที่ใบหน้าของเขาทั่วทุกคน แล้วแขกชุดนั้นก็กลับ แขกชุดใหม่เข้ามาอีก หลวงพ่อก็ทำอย่างนั้นอีก เหตุที่ผู้เขียนกล่าวอย่างนี้ เพราะผู้เขียนได้ไปไหว้ก่อนมรณภาพเพียงวันเดียว

ได้ถวายของแก่หลวงพ่อ โยมประยูรไวยาวัจกรของวัดยังเอามือหลวงพ่อมาแตะรับของถวายให้ด้วย ไม่นึกว่าหลวงพ่อจะมรณภาพในวันรุ่งขึ้น หากรู้ว่าหลวงพ่อจะมรณภาพในวันรุ่งขึ้นก็จะกราบอย่างทิ้งทวนทีเดียว แต่วันนั้นรู้สึกเฉลียวใจ ทำไมหลวงพ่อมองหน้าเราอย่างจ้องทีเดียว ทุกคราวที่เคยไปกราบระหว่างป่วย มักจะยิ้มให้ด้วยแล้วก็มองหน้า

จากนั้นก็มองไปยังแขกผู้อื่น เรารีบกราบแล้วรีบกลับ แต่คราวนี้จ้องหน้า จนเราต้องหลบ รีบกราบแล้วก็กลับ พอมาถึงยุคที่หลวงพ่อได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น “พระมงคลเทพมุนี” วัดปากน้ำยิ่งเจริญมากขึ้น


ยุคที่หลวงพ่อเป็น “พระมงคลเทพมุนี” วัดปากน้ำมีลาภผลมาก แต่เรามักกังวลใจที่หลวงพ่ออาพาธถึงขั้นออดแอด แม้กระนั้นหลวงพ่อก็ยังรับแขกเหมือนเดิม การมากราบหลวงพ่อช่วงนี้ หลวงพ่อไม่พูดแล้ว ใช้สายตาคุยกับแขก ในช่วงใกล้มรณภาพ มีเสียงบ่นกันว่า หลวงพ่อหัวเราะให้หรือเปล่า หากรายใดหลวงพ่อหัวเราะให้ ถือกันว่าถูกใจหลวงพ่อ หากประกอบกรรมดี ถือว่าการอันนั้นถูกใจหลวงพ่อ หลวงพ่อถึงกับหัวเราะให้ รายใดที่หลวงพ่อไม่หัวเราะ แปลว่า ต้องปรับปรุงกิจการนั้นใหม่ หลวงพ่อหัวเราะให้ เท่ากับยาทิพย์ชะโลมใจ

Share on facebook
Facebook
Share on pinterest
Pinterest
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
“กิเลสทำให้ใจทุกข์ เเต่ธรรมะทำให้ใจสุข” . เมื่อไม่รู้ว่าอะไรทำให้ทุกข์ ชีวิตจะถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างไร
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
ชีวิตนี้ไม่ได้จบเเค่ความตาย ก่อนตายได้ไปดีไม่เสียหาย
Close Bitnami banner
Bitnami