Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram

จงทำตัวให้เหมือน นาฬิกา

เสียงเทศน์กิเลสผงะ (23)

คนเราไม่ค่อยอยากอยู่ในปัจจุบัน

อายุยังน้อย ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว จิตใจชอบอยู่กับอนาคตมาก วางแผนอนาคตว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อายุมากขึ้นความสุข

 

ในการปรุงแต่งเรื่องอนาคตก็อ่อนลง เริ่มมีความสุขอยู่กับการระลึกถึงเรื่องเก่าๆ กลายเป็นคนชอบอยู่ในอดีต ดังนั้นใครอยากรู้ว่าตัวเองแก่หรือยัง ก็ให้มองดูความคิด ถ้าชอบคิดเรื่องอนาคตมาก แสดงว่ายังหนุ่มยังสาวอยู่ ถ้าชอบเรื่องเก่าเรื่องอดีตมากกว่า ถือว่าแก่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ทางพุทธศาสนาถือว่าไม่ต้องหนุ่มต้องสาว ไม่ต้องแก่หรือชรา ให้อยู่ตรงทางสายกลาง คือปัจจุบันดีกว่า แล้วเหมือนไม่มีอายุ ให้อยู่ในปัจจุบันกับสิ่งที่เป็นหน้าที่ในปัจจุบัน ให้สร้างผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในปัจจุบัน 

 

จิตใจของเราก็สดชื่นอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ต้องไปหงุดหงิดรำคาญใคร ไม่ฟ้องไม่โกรธใคร ไม่ต้องไปน้อยใจใคร ไม่ต้องไปหวงแหนใคร เมื่อรู้จักปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ ที่ทำให้จิตใจเราเศร้าหมอง รู้จักอยู่ในปัจจุบัน จิตใจเราก็มีความสุข ให้รักษาคุณภาพของจิตใจเอาไว้

 

พุทธศาสนาสอนให้เราฉลาดในเรื่องความสุข ในปัจจุบันนี้ นักธุรกิจทั้งหลายอยากให้เราเข้าใจว่าความสุขอยู่ที่การบริโภค

 

คนที่ไม่ปฏิบัติธรรมมักจะเชื่อ เพราะไม่เคยศึกษาในเรื่องความสุข แต่คนที่ปฏิบัติธรรมสัมผัสกับธรรมชาติ ของความสุข ธรรมชาติของความทุกข์ อย่างชัดเจนแล้ว ไม่หลงกล้าปล่อย ความสุขขั้นหยาบบ้าง เพื่อมุ่งหน้าไปใน ข้อวัตรปฏิบัติที่นำไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้ ระมัดระวังไม่ให้จิตใจหลงใหลในสิ่งที่ดึงลงไปสู่ความทุกข์ได้

 

วุฒิภาวะของคนเรา การเป็นผู้ใหญ่ของเราอยู่ที่การบริหารอารมณ์ของตนได้ สามารถห้ามจิตใจจากสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยได้โดยไม่ต้องมีคนอื่นบังคับ มีความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวต่อบาปเป็นที่พึ่ง มีสติเป็นที่พึ่ง มีปัญญาเป็นที่พึ่ง สงบ เยือกเย็น อย่างนี้ชีวิตดีขึ้นทุกวัน คือ มีอริยทรัพย์เพิ่มขึ้น เรียกว่า รวยขึ้นทุกวัน

 

เราทุกคนอายุเท่าใดก็แล้วแต่ อายุครบเจ็ดสิบ แปดสิบ ปี สิ่งไม่ดีไม่งามเราก็ค่อยๆ ปล่อยไป วางไป เพราะไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม ไม่ได้เอาแต่ราคา ไม่ได้เอาแต่คุณค่าทางโลก ชีวิตของเรามีคุณค่า

 

ขอถามตัวเองตรงๆ ว่าเราต้องการอะไรจากชีวิตนี้ เรามีเป้าหมายชีวิตทางด้านคุณธรรมชัดเจนหรือไม่ ถ้ามีแล้ว สิ่งที่เรากำลังดำเนินอยู่ ทุกวันนี้ ตรงกับเป้าหมายของเราหรือไม่ โอกาสที่เราจะหลงทางมีมาก 

 

เพราะการหลงทางของเรามักจะไม่ใช่ในลักษณะที่ว่า เราตั้งใจเลี้ยวซ้าย แล้วหลงเลี้ยวขวา แต่ว่าจะเป็นในลักษณะว่าเดินตามทาง แล้วก็เหออกไปจากทางวันละเล็กวันละน้อย วันละไม่กี่เซนติเมตร ไม่ถึงเมตร จนนานๆ เข้ามันก็ผิดทางหลายร้อยเมตร 

 

สุดท้ายตั้งใจจะไปทางเหนือ ออกมากลายเป็นว่าไปทางตะวันตกก็ได้ หรือกลับไปทางทิศใต้ก็ได้ เพราะว่ามันจะออกจากทางทีละเล็กทีละน้อย ฉะนั้นเราควรจะต้องรู้จักเว้นวรรคชีวิต เหมือนกับเราเขียนหนังสือ เราต้องรู้จักเว้นวรรค เว้นวรรคหนังสือแล้วจึงจะอ่านได้

 

ชีวิตของเราต้องมีการหยุด ต้องมีการทบทวนว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เพื่อเราจะได้เห็นตนเอง ชีวิตของเราจะมีความสุขที่แท้จริงก็อยู่ที่คุณภาพของชีวิต อยู่ที่ความรู้สึกภาคภูมิใจตัวเอง 

 

ถ้าวันไหนก่อนนอน เราทบทวนสิ่งที่ เราได้ทำวันนี้ รู้สึกว่าวันนี้ไม่ได้ทำสิ่งใดเลย ไม่ได้พูดสิ่งใดเลย ที่สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ใครเลย ไม่มีการเบียดเบียนตน ไม่มีการเบียดเบียนผู้อื่น ถ้าครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือ ท่านได้ทราบว่าเราทำอะไรไปบ้าง ท่านก็

 

คงไม่มีอะไรที่จะตำหนิเราได้เลย แล้วเมื่อเราตรวจศีลแล้ว ระลึกถึงคุณงามความดีที่เราได้ทำวันนี้ เราก็มีความสุขมากๆ ยิ่งขึ้น เราระลึกว่าวันนี้ได้ทำวัตรสวดมนต์ ได้ทำจิตใจให้สงบสดชื่นเบิกบานด้วยสมาธิภาวนา ได้สร้างประโยชน์แก่ครอบครัว ได้สร้างประโยชน์ที่ทำงาน ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างไม่บกพร่อง 

 

คิดอย่างนี้เป็นแล้วก็มีความสุขมาก ความสุขนี้ไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่ต้องบริโภค ไม่ต้องไปซื้อสิ่งใดเลยถึงจะได้ เพราะเป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากความเพียรพยายามของเรา

 

Share on facebook
Facebook
Share on pinterest
Pinterest
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
“กิเลสทำให้ใจทุกข์ เเต่ธรรมะทำให้ใจสุข” . เมื่อไม่รู้ว่าอะไรทำให้ทุกข์ ชีวิตจะถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างไร
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
ชีวิตนี้ไม่ได้จบเเค่ความตาย ก่อนตายได้ไปดีไม่เสียหาย
Close Bitnami banner
Bitnami