Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram

โลกมีแต่ทุกข์ที่เกิดดับ

เสียงเทศน์กิเลสผงะ (7)

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“…โลกนี้มีแต่ทุกข์ นอกจากทุกข์เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีอะไรเลย ” อธิบายว่า ทุกข์เพราะการอยากได้แล้วแสวงหา เมื่อได้มาแล้วทุกข์นั้นหมดไป แล้วทุกข์เพราะการอารักขา การใช้จ่าย เช่น ค่าอาหาร ผ้านุ่งห่ม ที่อยู่บ้านเรือน เป็นต้น เมื่อทุกข์นั้นหมดไป ก็ทุกข์เพราะปรุงแต่งอาหารรับประทาน ผ้าก็ต้องซักฟอกทำความสะอาด โดยเฉพาะอาหารมันจะเข้ามานอนอยู่ในท้องเราสักพักหนึ่ง แล้วมันจะต้องบังคับให้เราไปส่งมันเสียด้วย หากมันบังคับให้เดินหรือวิ่ง เช้าสายค่ำคืนดึกดื่นก็ต้องตามใจมันทุกอย่างจะรีรออยู่ไม่ได้เด็ดขาด จะสกปรกหรือเหม็นแสนเหม็น มันบังคับให้เรานั่งเฝ้าอยู่เป็นคู่มัน จนกว่ามันจะเสร็จภารกิจของมัน

 

ท่านเคยคิดบ้างหรือเปล่า รสอร่อยเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ แล้วใครเป็นผู้รับสุขรับทุกข์กันแน่ สุขเพราะลิ้นรับรสอร่อย แล้วสุขนั้นหายไป ทุกข์เพราะนำทุกข์ไปถ่าย เมื่อนำทุกข์ไปถ่ายแล้วจะมีทุกข์อื่นเข้ามาแทนอีก ก็ทุกข์เพราะความอยาก ความหิว-หา-รักษา-ใช้สอย-รับประทาน-ถ่ายทุกข์ วนเวียนโคจรอยู่อย่างนั้นตลอดชาติ คนเรามีไถ้ ๒ ปากอยู่คนละไถ้เก็บอะไรใส่ไม่รู้จักเต็มสักที พอใกล้จะเต็มก็ไหลออก ผู้ไม่พิจารณาให้เห็นตามจริงแล้วก็หลงเพลินอยู่กับทุกข์เหล่านั้น ถือเอาความทุกข์เหล่านั้นมาเป็นความสุข แล้วก็เพลินเมาอยู่กับทุกข์เหล่านั้น

 

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ขอให้อดใจติดตามการต่อสู้ของมนุษย์คนเราทั้งหลายดังข้าพเจ้าจะแสดงต่อไปนี้สักนิด ท่านผู้ที่มีแฟนและมีสมาชิกในครอบครัวพอสมควรดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ความรักใคร่ชอบใจหรือหวงแหนในแฟนของท่านจะซาบซึ้งลึกตื้นหนาบางขนาดไหน ผู้มีแล้ววัดทราบด้วยใจของตนเอง คนอื่นบอกไม่ถูกทั้งนั้น สมบัตินอกจากนี้ไม่ต้องพูดถึง พูดแต่เฉพาะแม่บทไว้ก่อนว่า เรื่องพรรค์นั้นท่านเคยคิดล่วงหน้าไว้บ้างหรือเปล่าว่า วันหนึ่งข้างหน้ามันจะคงทนอยู่ได้หรือไม่

 

กฎธรรมดามีอยู่ว่า หนุ่มแล้วจะต้องแก่ รักแล้วจะต้องชัง ใคร่แล้วจะต้องเบื่อหน่าย เกิดแล้วจะต้องแก่-เจ็บ-ตาย มีแล้วจะต้องจน คนเราโดยมากชอบแต่บทต้นคือ รัก เป็นต้นเพราะมันสนุก แต่บทปลายคือชังเป็นต้นไม่ชอบ เพราะมันเป็นทุกข์ แต่ของอย่างนี้น้ำหนักเท่ากัน เมื่อพูดถึงราคาแล้วบทปลายคือชังแลทุกข์มีค่าสูงกว่า

 

เมื่อท่านตรองให้ดีจนเห็นบทปลายเป็นของมีค่าดังกล่าวแล้ว ท่านก็จะได้เตรียมของไว้แลกเปลี่ยนเอาของมีค่า (คือ อุบายปัญญา) ซึ่งเขาจะเอามาจำหน่ายให้แก่ท่านวันหนึ่งข้างหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นคือความเจ็บและความตายของคู่ชีวิตของท่าน เมื่อท่านเห็นเข้าแล้วจะไม่มีการต่อหรือถามถึงราคาว่าเท่านั้นเท่านี้ จะปรี่เข้าสวมกอด แต่มิได้สวมกอดด้วยความรักใคร่เสน่หาเหมือนเมื่อยังดีๆ อยู่เลย แต่จะเอาความรักและความกลุ้มใจ เจือด้วยความโศกาอาดูรแสนสาหัสเข้ามาแทน นี่แลที่ข้าพเจ้าว่าทุกข์มีราคาสูงกว่าสุข

 

และในกรณีเดียวกันนี้ ถ้าผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นค่าของบทปลายเป็นของมีค่าสูงกว่าบทต้น ดังข้าพเจ้าแสดงมาแล้วนั้น เป็นผู้ไม่ประมาทเตรียมของไว้แลกเปลี่ยนอยู่เสมอ ด้วยการพิจารณาเรื่องเหล่านั้น ให้ลงเห็นเป็นพระไตรลักษณญาณและจะต้องพลัดพรากจากกันไปตามวิบากของขันธ์ แล้วแสวงหาสิ่งป้องกัน มีการบำเพ็ญความดีงามตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นพื้นฐาน แล้วยกทัพขับเคี่ยวกับศัตรู (คือ ทุกข์และความตาย) เพื่อให้พ่ายแพ้ ตามกระแสพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “…ทุกข์เป็นของไม่ควรละแต่เป็นของควรต่อสู้…” (คือ เอามาพิจารณา)

 

ความทะยานอยากได้สุขหรือไม่อยากให้มีทุกข์ต่างหากเป็นของควรละ ผู้ที่จะพ้นจากทุกข์ได้ในโลกนี้ ก็ล้วนแล้วแต่ยกทุกข์ขึ้นมาเป็นเหตุทั้งนั้น ทำนา ทำสวน ค้าขาย รับราชการ เป็นตำรวจ ทหาร รับจ้างรบทัพจับศึก ฯลฯ เหล่านี้เพราะเห็นทุกข์ไม่มีเงินใช้ทั้งนั้น หนุ่มสาวบางคนทำบุญตักบาตรเพราะปรารถนาแฟนที่ตนต้องการมานานแล้ว ได้คู่รักมาแล้ว บางคนทำบุญเพื่อให้ได้ลูกชายคนหัวปี หรือไม่ให้สามีมีแฟนใหม่ก็มี

 

บางคนเมื่ออยู่ในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนปรารถนาว่าได้สิ่งนั้นมาแล้วจะได้ความสุข เมื่อได้มาแล้วกลับตรงกันข้าม จึงเป็นเหตุให้เบื่อหน่ายทุกข์ทั้งหลายในโลกนี้ จึงได้พยายามทำคุณงามความดี ทำทานรักษาศีล เป็นต้น เพื่อผลอันเลิศในสุคติเบื้องหน้า ถ้าผู้มีปัญญามามองเห็นโทษของทุกข์ในความปรารถนานานาประการ ว่ามันเป็นต้นเหตุของกองทุกข์ทั้งปวงแล้ว มาพยายามระงับความอยากด้วยการอบรมสมถะและวิปัสสนา รู้แจ้งแทงตลอดในสัพพเญยยธรรมทั้งปวง พ้นจากบ่วงของมาร ถึงซึ่งพระปรินิพพานเป็นที่สุดเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ยกทุกข์ขึ้นมาเป็นเหตุทั้งนั้น

 

แต่ถ้าผู้ไม่มีปัญญา เห็นทุกข์เป็นของไม่มีค่า ทั้งไม่เป็นที่ปรารถนาแล้ว จะเป็นผู้ประมาท ไม่สามารถหาของไว้แลกเปลี่ยนเอา แล้วจะเสียใจนอนระทมทุกข์อยู่แต่ผู้เดียว พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความโศกเกิดจากความรัก ความกลัว ก็เกิดจากความรัก ถ้าความรักไม่มีเสียแล้ว ความโศกและความกลัวจะมีมาแต่ที่ไหน”

 

ฟังนิทานเพื่อเบาสมองสักหน่อย กิระดังได้สดับมา ยังมีบุรุษสมองใสคนหนึ่ง ได้ทัศนาการเห็นพระราชาเสด็จพยุหยาตราด้วยพลนิกรเป็นอันมาก เขามาจินตนาการในใจของเขาแต่ผู้เดียวว่า เออ…แท้จริงพระราชานี้มีอำนาจวาสนามาก จะเสด็จไป ณ สถานที่ใดมีพลนิกร ห้อมล้อมเป็นบริวารถึงขนาดนี้แล้ว พระองค์ยังจะทรงเกรงกลัวต่ออริราชศัตรูอยู่หรือ

 

เมื่อเธอได้โอกาสจึงเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบบังคมทูลตามความจินตนาการของตนว่า เทวะ ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ประกอบด้วยพลพยุหเสนามากมายถึงขนาดนี้แล้ว พระองค์ยังจะทรงกลัวต่ออริราชศัตรูอะไรอยู่อีกหรือพะย่ะค่ะ พระราชาทรงตอบว่า ยังมีอยู่เธอ นั่นคือนายทหารชั้นผู้ใหญ่เพราะเขามีกำลังทหารมากกว่าเรา เมื่อบุรุษนั้นได้ฟังแล้วก็ยิ่งมีความสงสัยเป็นกำลัง เขาจึงเข้าไปหานายทหารผู้ใหญ่แล้วถามว่าท่านนายพล ท่านเป็นผู้มีพวกพลลูกน้องล้วนแล้วแต่ทหารหาญอันมีสรรพอาวุธครบมูลบริบูรณ์ ใครๆ ก็เกรงขามท่าน แม้กระทั่งพระราชา แล้วตัวท่านเองเล่า ยังเกรงขามใครอีก นายพลตอบว่า เรายังเกรงนายโจรเพราะนายโจรนั้นเราไม่ทราบตำแหน่งแหล่งที่อยู่ของมัน มันอาจจะมาหลอกโจมตีเราเมื่อใดก็ได้ บุรุษนั้นเมื่อได้ฟังคำของนายพลเช่นนั้นแล้วก็ยิ่งทำให้เขาเกิดความสงสัยเป็นทวีคูณ เขาจึงได้เสาะแสวงหาที่อยู่ของนายโจรจนพบ แล้วเข้าไปถามนายโจรว่านาย นายพลทหารท่านมีลูกน้องมากถึงเพียงนั้นแล้ว ยังกลัวนายอยู่ ส่วนนายละยังกลัวใครอีกหรือ นายโจรเขาตอบว่า เรายังกลัวแต่เมียของเราคนเดียวเท่านั้น

 

นิทานเรื่องนี้เท็จจริงอย่างไรข้าพเจ้าไม่รับรอง ที่รับรองก็โดยพุทธพจน์ที่ว่า ความกลัวเกิดจากความรัก ดังที่ยกขึ้นมาอ้างข้างบนนี้แล้ว ก็จะเข้ากันได้กับคำที่ข้าพเจ้าแสดงมาแล้วข้างต้นนั้นว่า เป็นผู้ยอมแพ้ใจของตนเองด้วยความรัก กลัวหรือยอมแพ้ก็คงจะได้ความอย่างเดียวกัน

 

การต่อสู้ทั้งหมดดังที่แสดงมาแล้วข้างต้นนั้น เป็นการต่อสู้เพื่อประโยชน์ความสุขของผู้ที่ยังมีการเกิดอยู่ในโลกนี้ เมื่อเกิดมาแล้วจำเป็นจะต้องมีการต่อสู้อย่างนั้นอยู่ตลอดกาล ผู้มีปัญญาทั้งหลาย เมื่อมาพิจารณาเห็นคุณและโทษในโลกนี้ตามที่เป็นจริงแล้ว จึงไม่ยอมลดละ พยายามต่อสู้กับศัตรูภายในอันเป็นตัวการใหญ่ประจำชีวิตสมกับพุทธภาษิตที่ว่า “…ผู้จะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร…” ความเพียรเป็นยาขนานวิเศษของผู้มีปัญญา แต่ตรงกันข้าม ความเพียรเป็นยาพิษอย่างร้ายแรง แสลงโรคขี้เกียจของคนโง่ ผู้ที่ไม่เห็นคุณค่าของความเพียรแล้ว อาจคิดว่าความขยันหมั่นเพียรในภารกิจต่างๆ มันเป็นทุกข์ลำบากเหนื่อยยากมิใช่หรือ จริงดังนั้น คนตกน้ำไม่ยอมว่ายมีหวังตายโดยถ่ายเดียว จะรอดมาได้แต่เฉพาะคนที่ว่ายน้ำได้หมายพึ่งตนเองเท่านั้น

 

ทุกข์กับความเพียรเท่านั้นที่มีค่ามากในโลกนี้ หากไม่มีทุกข์กับความเพียรเสียแล้ว ใครๆ ในโลกนี้จะไม่ทำความดีเพื่อพ้นทุกข์ในโลกนี้และโลกหน้า ตลอดถึงพระนิพพานได้เลย

 

ในปฐมเทศนา พระองค์ทรงยกทุกข์ขึ้นแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์เป็นอันดับแรก มิได้ทรงสอนให้ละ แต่ทรงสอนให้ยกไว้เป็นตัวประธาน(คือ ให้เอามาเป็นอารมณ์) ตลอดพระธรรมเทศนาในกัณฑ์เดียวกันนี้ไม่ปรากฏ ณ ที่ใดเลยว่าพระพุทธองค์สอนให้เอาสุขมาเป็นอารมณ์ จึงโดยอนุมานว่าทุกข์เป็นของมีค่ามาก พระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย ท่านจะบรรลุธรรมอันสูงสุดหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย ก็ล้วนแล้วแต่ใช้ความเพียรเพ่งพิจารณาด้วยปัญญาอันชอบในทุกข์นี้ทั้งนั้น

Share on facebook
Facebook
Share on pinterest
Pinterest
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
“กิเลสทำให้ใจทุกข์ เเต่ธรรมะทำให้ใจสุข” . เมื่อไม่รู้ว่าอะไรทำให้ทุกข์ ชีวิตจะถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างไร
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
ชีวิตนี้ไม่ได้จบเเค่ความตาย ก่อนตายได้ไปดีไม่เสียหาย
Close Bitnami banner
Bitnami