Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram

ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง

เสียงเทศน์กิเลสผงะ (9)

สำหรับคนที่ยังไกลโรคไกลความตาย

แม้จะ “รู้” ว่าชีวิตนั้นมีระยะที่จำกัด แต่นั่นก็เป็นแค่ “ความคิด” ยังไม่ “รู้สึก” หรือรู้ซึ้งถึงใจ

และบ่อยครั้งก็อาจจะหลงลืมเพราะ มัวเพลิดเพลินกับความสุขสนุกสนาน หาไม่ก็ง่วนอยู่กับการแสวงหาทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง และอำนาจ เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ต่อเมื่อใกล้ตายจึงรู้ความจริงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้

 

คนที่ใกล้ตายนั้นไม่มีใครเลยสักคนที่ร้องว่า “ขอให้ฉันเป็นผู้จัดการ(หรือรัฐมนตรี)นานกว่านี้” หรือ “ขอให้ฉันถูกรางวัลที่ ๑ สักครั้งเถิด”

 

เรามักคิดว่าชีวิตนั้นผัดผ่อนได้ อีกทั้งยังฝากความหวังไว้กับวันพรุ่งนี้ว่าฉันจะมีความสุขกว่านี้แน่ถ้ามีเงินมากกว่านี้หรือมีบ้านหลังใหญ่กว่าเดิม แต่คนใกล้ตายนั้นรู้ดีว่าชีวิตนั้นผัดผ่อนไม่ได้อีกแล้ว และไม่สามารถฝากความหวังไว้กับอนาคต ถ้าต้องการความสุขและชีวิตที่ไพบูลย์ก็ต้องหาจากปัจจุบัน เดี๋ยวนี้และตรงนี้ นั่นหมายถึงการเปลี่ยนมุมมองจนเห็นแง่งามหรือคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่ ซึ่งแต่เดิมถูกมองข้ามไปเพราะไปจดจ่ออยู่กับสิ่งนอกตัว หรือคอยคาดหวังว่าจะมีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ข้างหน้า

 

ความตายนอกจากจะบังคับให้เราหยุดไล่ล่าอนาคต และหันมาเผชิญหน้ากับปัจจุบันแล้ว ยังอาจทำให้เราตื่นจากความหลง และพบว่าสิ่งพื้น ๆ สามัญนั้นทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เช่น ความดี ความรัก ความเอื้ออาทร รวมทั้งการรู้จักตัวเอง เมื่อภาวะแตกดับใกล้มาถึง สิ่งเหล่านี้สามารถนำพาชีวิตที่เหลืออยู่ให้พบกับความสุข และประคองใจให้ไปถึงที่สุดอย่างสงบ

 

ไม่มีอะไรที่ทำให้คนเราประจักษ์แจ้งถึงสัจธรรมได้ดีกว่าความตายและความพลัดพรากสูญเสีย ดังผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าในมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่าชีวิต หลักสูตรสำคัญที่สุดก็คือความพลัดพรากสูญเสีย ผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้ได้ย่อมเรียกว่า “บัณฑิต” ได้โดยแท้ แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านหลักสูตรนี้ได้เพราะไม่สามารถเรียนรู้อะไรเลยจากความพลัดพรากสูญเสีย ต่อเมื่อความตายมาประชิดตัวจึงค่อยเห็นสัจธรรมและเข้าใจบทเรียนชีวิต

 

เราไม่จำเป็นต้องรอให้ความตายมาถึงตัวจึงค่อยเกิดปัญญา เราสามารถเรียนรู้สัจธรรมและบทเรียนชีวิตโดยหมั่นสดับฟังคำสอนจากผู้รู้ หนึ่งในบรรดาผู้รู้ก็คีอผู้ใกล้ตายนั่นเอง เขาเหล่านั้นเป็นครูที่สอนบทเรียนชีวิตที่ดีที่สุดแก่เรา และบทเรียนอย่างหนึ่งที่ทรงคุณค่ายิ่งก็คือความจริงที่ว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เราสามารถค้นพบสิ่งประเสริฐที่สุดในตัวเรา สิ่งประเสริฐที่สุดในตัวเรา ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกว่า สติ ปัญญา สมาธิ เมตตา นี้แหละที่สามารถนำพาเราผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี แม้วิกฤตนั้นจะหมายถึงที่สุดของความพลัดพรากอันได้แก่ความตายก็ตาม

 

ความตายและความพลัดพรากสูญเสีย จึงมิใช่สิ่งที่น่ากลัว หากเป็นสิ่งที่เราควรทำความเข้าใจ ตามความเป็นจริง และรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง และผู้อื่น แน่นอนว่าด่านแรกที่ต้องเอาชนะให้ได้ คือความกลัว แม้แต่ความตายก็ไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวตาย เรากลัวเพราะเราไม่รู้ และเราไม่รู้ก็เพราะเราไม่กล้าออกไปเผชิญ การออกไปเผชิญกับสิ่งที่เรากลัวคือการเอาชนะความกลัว ชนะเพราะรู้ มิใช่ชนะเพราะขจัดสิ่งที่เรากลัวออกไป ความตายและความพลัดพรากไม่มีใครหนีพ้น แต่เราสามารถเอาชนะได้ด้วยการกล้าเผชิญจนรู้และเข้าใจตามความจริง ไม่กลัวและไม่ทุกข์เพราะมันอีกต่อไป

 

 

 

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล

ส่วนหนึ่งจาก คำนำจาก

หนังสือ Life Lessons ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง

Share on facebook
Facebook
Share on pinterest
Pinterest
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
“กิเลสทำให้ใจทุกข์ เเต่ธรรมะทำให้ใจสุข” . เมื่อไม่รู้ว่าอะไรทำให้ทุกข์ ชีวิตจะถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างไร
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
ชีวิตนี้ไม่ได้จบเเค่ความตาย ก่อนตายได้ไปดีไม่เสียหาย
Close Bitnami banner
Bitnami