Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram

“อำนาจกรรม”จงเชื่อเอาไว้จะได้ไม่เดือดร้อน

เสียงเทศน์กิเลสผงะ (16)

เมื่อปี ๒๔๙๘ ข้าพเจ้าเรียนอยู่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ปีที่ ๓ เวลานั้นพักประจำอยู่ในหอพักนิสิตหญิงของมหาวิทยาลัย ใครที่เคยอยู่ด้วยกันสมัยนั้นต้องจำเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งได้ คือ ขโมยขึ้นหอพักของเราบ่อย

ที่สุด เพราะที่ตั้งของหอพักอยู่ติดถนนใหญ่ และห้องพักของพวกเราไม่มีลูกกรงเหล็กที่แข็งแรงแต่อย่างใด มีเพียงตาข่ายลวดเล็กๆ ใช้ไม้ตีก็หลุดเป็นแถบๆ

 

ห้องของข้าพเจ้าอยู่ตรงซอกหัวมุมมีห้องอื่นบังอยู่ เวลาคนยามเดินดูตอนกลางคืน มักมองไม่ใคร่เห็น ข้าพเจ้าจึงหวาดกลัวขโมยเป็นพิเศษ นอกจากนั้นยังมีบางห้อง

ถูกขโมยปีนเข้าห้องทางช่องลม ดีแต่นิสิตรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นลูกสาวนายตำรวจใหญ่ เลือดกล้าหาญมีเต็มตัว พอรู้สึกตัวตื่นเห็นมีคนร้ายเข้ามาค้นของอยู่ในห้อง จึงเอาผ้า

คลุมตัวคนร้ายไว้แล้ว วิ่งออกจากห้องมาร้องเรียกยาม แต่ก็จับตัวไม่ทัน เมื่อกลัวขโมยขนาดหนักดังนี้

 

ข้าพเจ้าจึงปิดประตูหน้าต่าง รวมทั้งช่องลมด้วยทุกๆ คืน ทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ตื่นนอนแต่เช้ารู้สึกอ่อนเพลียและมึนซึมอยู่เสมอ ประกอบกับห้องพักอยู่ใกล้

ถนนมาก ฝุ่นละอองและไอเสียจากรถยนต์จึงมีมากกว่าห้องที่อยู่ลึกเข้าไปท้ายที่สุด ข้าพเจ้าจึงเป็นโรคแพ้อากาศ มีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว เวลานั้นยังไม่มีการเรียนระดับปริญญาโทในประเทศ มีแต่การเรียนต่อในแขนงวิชาครุศาสตร์ ข้าพเจ้าจึงได้เรียนต่ออีก ๒ ปี เมื่อเรียนสำเร็จออก

ทำงานเป็นครู ต้องตรากตรำการสอนค่อนข้างมากสัปดาห์หนึ่งๆสอนถึงยี่สิบกว่าชั่วโมง กลางคืนยังต้องรายงานข่าวให้ประชาชนทราบในห้องสมุดของชุมชน

 

โรคแพ้อากาศกำเริบมากขึ้น จนกลายเป็นโรคหอบหืดตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ เป็นโรคนี้เรื่อยมาจนมีอาการหนักมากในปี ๒๕๑๐ คนเป็นหืดด้วยกันเท่านั้นที่จะรู้ถึงการทรมาน

อันสาหัสจากอาการของโรค ข้าพเจ้าบอกได้แต่เพียงว่า ทุกคืนเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วข้าพเจ้าอยากตาย กลัวเวลาใกล้ๆ เที่ยงคืนเป็นที่สุด เพราะ

เป็นเวลาต้องหอบทุกคืน เหมือนถูกปิดปากปิดจมูกให้ลมหายใจเข้าออกได้ทีละน้อยๆ นี่พูดให้คนที่ไม่เคยเป็นทราบอาการ นอกจากหายใจไม่ทันแล้ว ยังไอมีเสมหะเห

นียวๆ ออกมาด้วยตลอดเวลา ไม่ต้องเป็นอันหลับอันนอน

 

เมื่อหายใจไม่ออกครั้งใด ข้าพเจ้าจะนึกถึงบาปกรรมที่เคยช่วยพ่อเอาปลาขึ้นจากน้ำไว้ทุกครั้ง และก็เป็นเรื่องน่าแปลก เวลากลับไปเยี่ยมพ่อ พ่อก็เป็นโรคเดียวกับ

ข้าพเจ้า ท่านก็หายใจไม่ออก แต่ยังไม่ถึงมีอาการหอบ เพียงแต่แน่นจมูกทุกคืนต้องใช้ยานัตถ์ุบ้าง ยาเป่าจมูกบ้าง

ต่อมาเมื่อได้พบคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้เห็นวิธีการฝึกกรรมฐานที่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสอนเด็กๆ ข้าพเจ้าจำไปสอนลูกศิษย์ของตนเอง ดังที่เล่าไว้แล้วนั้น ข้าพเจ้าขอให้เด็กที่ได้ธรรมกายดูกรรมเก่าให้ (เวลานั้นยังไม่รู้ว่าการใช้ผู้ที่มีธรรมะสูงกว่าเป็นบาป) เด็กๆ เห็นตรงกันว่า

 

ในอดีตชาติ ข้าพเจ้าเคยเกิดในตระกูลชาวนา เวลาว่างจากการทำนาก็จับปลาตามห้วยหนองคลองบึงไปขาย ในชาตินั้นไม่มีน้ำแข็งแช่ปลา จึงใช้ตอกร้อยเหงือกปลา

เป็นพวงใหญ่ๆ แล้วหาบไปโดยที่ปลายังไม่ตาย ถ้าทำให้ตาย ก่อนปลาจะเน่าเร็ว ปลาถูกทรมานหายใจพะงาบๆ ไปตลอดทางจนถึงมือผู้ซื้อ ตัวใดทนไม่ไหวก็ตายไป

ก่อน ทำดังนี้เป็นอาจิณณกรรม ผลกรรมในชาตินั้นก็ทำให้ไปตกนรกมาแล้ว ที่เหลือค้างอยู่นี้เป็นเพียงเศษกรรมที่ยังใช้หนี้ไม่หมด นี่ขนาดเศษกรรมนะ

 

ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ บ้านพักของคุณยายอาจารย์ในสมัยเมื่ออยู่ในวัดปากน้ำ คุณยายท่านชักชวนให้พวกเราปล่อยสัตว์ปล่อยปลากัน ทุกวันเสาร์ต้นเดือน ข้าพเจ้า

เต็มใจร่วมทำบุญด้วยเสมอ พอรู้ว่ามีกรรมเก่าทำกับปลาไว้ จึงไม่ยอมคอยเฉพาะวันทำพิธี ได้ซื้อปล่อยเองเป็นประจำ เพราะต้องเดินผ่านตลาดอยู่ทุกวันเพื่อลงเรือข้าม

ฟาก ก็ซื้อมาปล่อยตอนลงเรือได้สะดวก

 

นอกจากนั้นก็ทำกุศลเรื่องนี้ให้มากยิ่งขึ้นเป็นพิเศษ พบปลาตกคลัก คือปลาที่อยู่ในสถานที่มีน้ำจำกัด และน้ำกำลังจะแห้งจนเห็นหลังปลาสูงขึ้นมาพ้นน้ำ หากน้ำแห้ง

ปลาก็ต้องตาย ไม่ว่าสถานที่นั้นจะห่างไกลแม่น้ำเพียงใด และผู้คนกำลังพากันรุมจับปลาอยู่กี่คนก็ตาม ข้าพเจ้าจะขอซื้อปลานั้นจนหมดไม่ต่อราคา ทั้งตัวใหญ่ตัวเล็ก

ซื้อหมดจับใส่ถุงพลาสติก ขังน้ำไว้ ขนใส่รถมาปล่อยลงแม่น้ำ

 

เวลากลับไปเยี่ยมพ่อแม่ก็ชอบซื้อให้ท่านปล่อยส่วนใหญ่ซื้อปลาช่อนตัวโตๆ ที่วางขาย ซึ่งอย่างไรเสียมันจะต้องถูกคนซื้อไปฆ่าวันนี้แน่ เพราะตัวของมันอ้วนน่ากิน

พ่อแม่จะดีใจทุกครั้งที่ข้าพเจ้าซื้อให้ท่านปล่อย เพราะในบั้นปลายชีวิตท่านทั้งสองเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว

 

ที่บ้านพ่อแม่ของข้าพเจ้ามีบ่อซีเมนต์ใหญ่ฝังอยู่ในดิน แต่เดิมเคยเป็นที่ทำน้ำปลา คือจะใช้ปลาเล็กๆ หมักเกลือไว้เป็นปีเพื่อให้เป็นน้ำปลา เป็นบ่อกว้างยาวลึกเกือบ

ครึ่งห้องเรียน ใส่ปลาได้หลายร้อยถัง ต่อมาเมื่อ

 

ข้าพเจ้าชักชวนท่านเลิกทำบาปได้แล้ว บ่อนี้ก็เป็นบ่อขังน้ำตามธรรมชาติไปไม่มีใครสนใจ มีทางมะพร้าวบ้าง ใบไม้บ้างตกลงไปปิดปากบ่อ ต่อมานานเข้าปูนก้นบ่อ

ชำรุด น้ำจึงรั่วได้ ถ้าเป็นฤดูน้ำ น้ำก็จะซึมเข้าไปอยู่จนเต็ม

 

พอฤดูแล้งน้ำก็จะรั่วแห้งไปหมด มีครั้งหนึ่งข้าพเจ้าไปทำความสะอาดบ่อเก็บกิ่งไม้ที่ทับถมออก จึงได้เห็นว่าก้นบ่อมีกบตัวใหญ่ๆ อยู่เป็นร้อยๆ ตัว ที่ตายไปก็มากที่อยู่

ก็มาก ที่ตายคงอดตายเพราะขึ้นจากบ่อไม่ได้ ข้าพเจ้าใช้กระป๋องขนกบไปปล่อยที่แม่น้ำหลายกระป๋อง เข้าใจว่าในฤดูน้ำ จะมีน้ำเต็มบ่อ กบคงออกไข่กันไว้ พอเติบโต

ก็เป็นเวลาน้ำแห้งออกจากบ่อไม่ได้

 

ข้าพเจ้าไปบ้านพ่อแม่ครั้งใดก็จะต้องไปดูในบ่อนี้อยู่เสมอ ได้ปล่อยทั้งกบและคางคกอยู่ถึง ๓ คราว แต่ครั้งละเป็นร้อยๆ ตัว ท้ายที่สุดจึงขออนุญาตขอถมดิน เพราะ

หากทิ้งไว้สัตว์ก็ตกไปตายกันอยู่เรื่อย พ่อก็อนุญาตด้วยความเต็มใจ เมื่อได้รับอนุญาตจึงจ้างคนขนดินถมบ่อเสีย

 

ครั้นในปี ๒๕๑๓ ข้าพเจ้ามีโอกาสได้รักษาศีล ๘ เป็นประจำทุกวัน ตั้งอกตั้งใจเจริญภาวนา และยังได้ช่วยวิ่งเต้นในกิจการสร้างวัดพระธรรมกายสร้างบุญกุศลเพิ่มขึ้นๆ

กระทั่งพ้นจากเศษกรรมเก่าเหล่านั้น อาการหอบหืดของข้าพเจ้าค่อยๆ ห่างเข้าทุกที เคยหอบทุกคืนกลายเป็นหอบคืนเว้นคืน แล้วกลายเป็นสัปดาห์ละครั้ง สองครั้ง

เดือนละครั้ง ท้ายที่สุดหายหอบอย่างเด็ดขาดในปีนั้นเอง หายมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เหมือนไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน (รวมแล้วเป็นโรคหอบหืดอยู่นานถึงสิบสี่ปี) แม้จะ

หายจากโรคดังกล่าวแล้วก็จริง แต่กรรมคงยังไม่หมดทีเดียว คงเป็นกรรมใหม่ในชาตินี้ตามมาทันคือ

 

ในปี ๒๕๒๐ ข้าพเจ้ามีอาการเจ็บคอกะทันหันในวันหนึ่งที่ตนเองจะต้องทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมในงานราชการแห่งหนึ่ง มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๑๐๐ คน

นอกจากนั้นยังมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวปวดศีรษะเหมือนจะเป็นไข้ ไม่มีเวลาไปหาหมอที่ไหนหยิบยากินเองเกินขนาด คือแทนจะกินเพียงหนึ่งเม็ดก็กิน ๒ เม็ด กินติดกัน

ก่อนถึงกำหนดเวลา คือแทนที่จะกิน ๔ ชั่วโมงครั้ง ก็กิน ๒ ชั่วโมงครั้ง เวลาเข้าประชุมก็ต้องพูดติดต่อกันนานเกือบ ๓ ชั่วโมง

 

คืนนั้นเสียงของข้าพเจ้าแหบแห้ง พอรุ่งเช้าก็ไม่มีเสียงพูดเหลืออยู่เลย เป็นอยู่หลายวัน เหมือนคนใบ้ที่ประสาทหูปกติอย่างไรอย่างนั้น เวลาสั่งงานผู้ใต้บังคับบัญชา

ต้องเขียนเป็นตัวหนังสือ เมื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์แจ้งว่าต้องตรวจดูการทำงานของกล่องเสียงว่ามีสิ่งใดผิดปกติ

 

วันตรวจกล่องเสียง ข้าพเจ้าถูกมัดมือและเท้านอนอยู่บนเตียงผ่าตัด มีพยาบาล ๓ คนจับแขนจับขาไว้แน่น

ข้าพเจ้ารู้สึกใจเสียผิดปกติ ทำไมต้องทำชุลมุนวุ่นวายกันขนาดนี้ ยังกับจะมีการผ่าตัดใหญ่ แค่เอาไฟส่องเข้าไปในปากเท่านั้น หรือว่าจะมีอะไรร้ายแรง งสัยไม่นาน

ก็ได้คำตอบคือ ขณะที่หลับตาอ้าปากเพื่อให้แพทย์อดเครื่องมือบางอย่างลงไปในคอ ของสิ่งนั้นมันง้างลำคอของข้าพเจ้าเจ็บปวดสุดแสนจะทนทานได้ บอกไม่ถูกว่ามากมายแค่ไหน ร่างกายเกร็งดิ้นเร่าๆ ขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เมื่อถูกพยาบาลจับกดไว้ ตัวก็สั่นระริกทั้ง
ตัวเสียงที่เปล่งออกมาดังสุดเสียง ไม่เป็นภาษาคน..

 

ในเวลาแทบเป็นแทบตายนั้นเอง เรื่องราวที่ลืมไปหมดแล้ว กลับผุดกระจ่างขึ้นในใจ ราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เดี๋ยวนั้นนั่นคือเรื่องทุบหัวปลาช่อน และ

เรื่องเอาไม้แหลมแทงคอปลากดทั้งกำลังเป็นๆ อยู่ แทงผ่านเข้าไปในปากทะลุออกทางหาง เวลานั้นข้าพเจ้าไม่ได้เจ็บคอเฉพาะในคอในปาก แต่เจ็บปวดรวดร้าว

ตลอดลำตัวถึงเท้าทีเดียว ตัวจึงสั่นได้เองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เหมือนอาการของปลาสองตัวนั้นไม่มีผิด

 

น้ำตาข้าพเจ้าซึมล้นออกมาจากเบ้าตา.. นี่เอง อำนาจกรรม ข้าพเจ้าขอยอมรับการชดใช้หนี้นี้แต่โดยดี.. ปลอบใจตนเองในขณะนั้นดังนี้

 

การตรวจครั้งนั้นแพทย์พบว่าเป็นเพราะสายเสียงในกล่องเสียงเกิดพันกันเองโดยไม่มีสาเหตุ ข้าพเจ้าก็มิได้มีอาการไอหรือจามหรืออะไรๆ ทำไมอยู่ๆ ก็พันกันได้ ถ้า

มิใช่เรื่องหนี้กรรมที่จะต้องถูกถ่างคอแล้วจะ

เรียกว่า จากเหตุอะไร หมอเขี่ยสายเสียงให้อยู่ตามที่มัน อาการป่วยของข้าพเจ้าก็หายไป กรรมชาตินี้เองวิ่งตามข้าพเจ้ามาทันเอาเมื่อเวลาผ่านมาถึง ๔๕ ปีเศษ

 

ข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงอดีตชาติ เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เราทำคืนใหม่ไม่ได้ อยากพูดถึงเรื่องในชาตินี้ขณะปัจจุบันที่กำลังดำรงชีวิตอยู่กันนี่แหละ เพราะเป็นเวลาที่

เราสามารถสร้างกรรมใหม่ได้ ถ้ามีผู้ใหญ่สอนเด็กให้รู้จักเมตตาสัตว์ รู้ว่าชาติก่อนเขาก็เป็นคนอย่างเรา ไม่ควรเบียดเบียนเขาสอนไว้ตั้งแต่เล็ก เด็กก็จะทำตามได้ทัน

โดยเนื้อแท้จิตใจของมนุษย์นั้น ไม่ใช่เป็นสัตว์เหี้ยมโหด

 

ผู้ที่จะได้เกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์จะต้องมีบุญกุศลติดตามตัวมาไม่น้อย ดังนั้นเขาจะมีจิตอ่อนโยนเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาอยู่แล้ว ขอเพียงแต่ให้ผู้ใหญ่เสริมแต่งอีก

สักหน่อย ก็จะสามารถรักษาศีลข้อที่หนึ่ง คือเว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นได้แน่นแฟ้นไปชั่วชีวิตของเขา

 

แต่น่าเสียใจ พวกผู้ใหญ่เองในชีวิตประจำวันก็ไม่เคยคิดรักษาศีลไม่ว่าข้อใด อย่าบังอาจไปสอนเด็กเลย ตัวของผู้คนใหญ่เองก็สอนตนเองไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากสอน

ตนเองไม่ได้ยังไม่พอ ยังชวนให้เด็กๆ ลูกหลาน

ของเขานั่นแหละผิดศีลเสียเอง ให้ลูกหลานของตนช่วยตนฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พูดโกหก ใช้ให้ไปซื้อสุรามาให้ผู้ใหญ่กิน บางทีก็หัดให้เด็กทดลองกินด้วยตั้งแต่เล็ก

 

ตัวอย่างที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ ท่านก็คงไม่มีข้อเถียง นอกจากครอบครัวที่สนใจปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ซึ่งเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมีจำนวนร้อยละไม่ถึงหนึ่ง

นอกจากนั้นเป็นการนับถือศาสนาตามสำมะโนครัวทั้งสิ้น ถือไว้แต่ไม่ทำตาม

 

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรช่วยลูกหลานของเราให้เขาเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริงเริ่มตั้งแต่ให้รักษาศีลข้อที่หนึ่งนี่แหละ ให้เห็นสัตว์ทุกชนิดเป็นเพื่อน เขาเป็นคน

เหมือนเราที่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ เพราะเขาทำบาปไว้ ถ้าเราทำบ้างเราก็จะต้องเป็นเหมือนเขา สอนลูกหลานให้ละเอียดจนกระทั่งว่าการทำบาป

 

ครบถ้วนในเรื่องนี้มี ๕ ประการ คือ

๑.สัตว์นั้นมีชีวิต

๒. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต

๓. มีจิตคิดจะฆ่า

๔. มีความพยายามฆ่า

๕.สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

 

ให้รู้ว่าการฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์มีน้ำหนักบาปมากน้อยต่างกัน ตามคุณธรรมและขนาดตัวของสัตว์ อย่างเช่นการฆ่ามนุษย์ถือเป็นบาปมากที่สุด เพราะมนุษย์มีคุณธรรม

สูงกว่าสัตว์อื่น ฆ่าสัตว์ตัวใหญ่ก็ต้องมีบาปมากกว่าสัตว์ตัวเล็ก

 

รวมทั้งความพยายามในการฆ่า ก็ทำให้น้ำหนักบาปมากน้อยต่างกัน ถ้าเราทำให้เขาตายโดยบังเอิญ บาปก็น้อยกว่าการมีเจตนาและตั้งใจเพียรพยายามในการฆ่า จะ

ทำการฆ่าด้วยตนเอง ใช้ผู้อื่นฆ่า ใช้เครื่องมือหรืออาวุธทั้งชั่วคราวและถาวรถือเป็นบาปทั้งสิ้น

 

การฆ่าที่ถือเป็นอนันตริยกรรม คือกรรมหนักที่สุดที่จะต้องรับผลในทันทีทันใด คือการฆ่าบิดา-มารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิตส่วนการทำ

สังฆเภท คือทำสงฆ์ให้แตกกัน ถือเป็นอนันตริยกรรมที่หนักกว่าการฆ่าและทำร้ายทั้ง ๔ ข้อที่กล่าวแล้ว

 

โทษของการประพฤติผิดศีลข้อนี้ ที่เห็นกันในปัจจุบันคือ เป็นคนมีใจคอโหดร้าย ขี้โรค เมื่อตายแล้วต้องไปสู่อบายภูมิ เวลามาเกิดเป็นคนอีกจะพิการไม่สมประกอบ

เป็นคนขี้โรค อายุสั้น รูปร่างไม่สมส่วน ขี้ขลาดหวาดกลัว เรี่ยวแรงน้อย ผิวพรรณเศร้าหมอง เป็นคนกระด้าง พูดไม่เพราะ ถูกศัตรูทำร้าย ตายเพราะถูกฆ่า เหล่านี้เป็นต้น

 

ข้าพเจ้าเล่าอะไรต่อมิอะไรมาให้ท่านฟังยาวหลายหน้ากระดาษ ความประสงค์ใหญ่คือ ปรารถนาให้เห็นชีวิตข้าพเจ้าเองเป็นตัวอย่างและชักชวนท่านผู้อ่านโปรดช่วย

กันอบรมลูกหลานของท่านให้รอดพ้นจากบาปกรรมข้อนี้คือให้พ้นจากเวรปาณาติบาต ชีวิตของข้าพเจ้า บิดามารดามิได้สอนให้เว้นจากบาปกรรมดังกล่าวไว้

 

แต่ชีวิตลูกหลานของท่านอย่าปล่อยให้เขาเป็นเหมือนข้าพเจ้าในวัยเด็กครั้งกระโน้น ทำบาปกรรม ฆ่าปลาร่วมกับพ่อ ท่านจงช่วยอบรมสั่งสอนให้พวกเขามีน้ำใจเมตตา

ในชีวิตของสัตว์อื่นๆ เขาจะได้มีโอกาสร้างสมอบรมบารมีตั้งแต่อายุน้อยๆ อย่าให้ชีวิตของเขาเสียเวลา เสียประโยชน์ไปเปล่าอย่างคนรุ่นเรา ลงมือกระทำเดี๋ยวนี้เถอะ

นะ ข้าพเจ้าจะตั้งใจคอยฟังข่าว เพื่อจะได้อนุโมทนาในกุศลกรรมของท่านตลอดไป

 

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล

Share on facebook
Facebook
Share on pinterest
Pinterest
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
“กิเลสทำให้ใจทุกข์ เเต่ธรรมะทำให้ใจสุข” . เมื่อไม่รู้ว่าอะไรทำให้ทุกข์ ชีวิตจะถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างไร
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
ชีวิตนี้ไม่ได้จบเเค่ความตาย ก่อนตายได้ไปดีไม่เสียหาย
Close Bitnami banner
Bitnami