Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram

ทำไมต้องสวดธรรมจักกัปวัตตนสูตร

เสียงเทศน์กิเลสผงะ (4)

บทสวดนี้สำคัญได้อย่างไร แล้วทำไมต้องสวดบทนี้ด้วย

ในธัมมจักกัปวัตตนสูตร อันเป็นพระปฐมเทศนา ที่พระองค์ทรงแสดงไว้ว่า เทฺว เม ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายไม่ควรเสพสองฝั่ง คือความรักและความชัง ให้ปฏิบัติอยู่ในสายกลาง คือความไม่รักและไม่ชัง 

เพราะความรักความใคร่ ความชอบใจด้วยอำนาจแห่งความกำหนัด มันเป็นไฟตัวราคะ เมื่อไฟราคะตัวนี้ติดขึ้นแล้วภายในจิตใจของผู้ใด ก็ย่อมแผดเผาจิตใจของผู้นั้นให้ได้รับความเดือดร้อน ดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่ไม่เป็นสุข เถลไถลไปตามอำนาจแห่งความรัก จนไม่มีสติเป็นคนเสียสติ 

ไม่มีปัญญาอุบายเป็นเครื่องรักษาตัวเอง เสียความสำรวมระวัง ไม่มีหิริ โอตตัปปะความละอายความเกรงกลัวในจิตใจ ให้ประพฤติความชั่วช้าที่เป็นกรรมอันลามก นำทุกข์นำโทษอันเป็นภัย นำความเดือดเนื้อร้อนใจมาสู่ตนของตน 

อันเป็นผลมาจากความรักและไฟราคะ นี่ภิกษุทั้งหลายอันพวกเธอทั้งหลายไม่ควรเสพสองฝั่ง อันเบ็นฝั่งฝ่ายแห่งความรัก และมันเป็นทุกข์เป็นโทษประกอบไปด้วยภัยมีประการต่าง ๆ อย่างนี้ ๑

 

ยังฝั่งอีกข้าง ๑ อันพวกเธอผู้เป็นบรรพชิตไม่ควรเสพ คือความชัง มันเป็นไฟตัวโทสะ เมื่อไฟคือโทสะตัวนี้ติดลุกขึ้นแล้ว ในจิตสันดานของบุคคลผู้ใด ย่อมแผดเผาบุคคลผู้นั้นให้มีจิตนั้นคิดประทุษร้าย 

 

กระทำสิ่งที่ลามก อันเป็นกรรมเลวทราม ไม่มีหิริและโอตตัปปะ อันเป็นความละอายต่อบาป เกรงกลัว ต่อบาป ความชั่วที่ตนกระทำนั้นแหละ มันจะนำทุกข์นำโทษนำภัย ให้ได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจมาสู่ตนของตน อันเป็นผลมาจากฝั่ง 

 

คือความที่ภิกษุทั้งหลายไม่ควรเสพ คือความชัง ส่วนอันความไม่รัก ความไม่ชัง นั้นแหละเป็นมัชฌิมาปฏิปทา คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางสายกลางที่ภิกษุควรพากันดำเนินและประพฤติปฏิบัติตามมัชฌิมาสายกลาง ปฏิปทาอันเป็นข้อปฏิบัตินี้ เป็นทางที่ปราศจากภัยอันตราย 

 

อุปมาเหมือนเราเดินทางเราหลีกออกจากทางไปข้างซ้ายก็มีแต่ขวากแต่หนาม จะหลีกไปข้างขวาก็ไปโดนแต่หนามอีกนั่นแหละ หรือเปรียบเหมือนรถยนต์แล่นออกจากถนนไปหาฝั่งริมถนนข้างซ้ายก็ติด รถก็คว่ำ หรือแล่นออกไปหาฝั่งริมถนนข้างขวาก็ตก รถคว่ำ เป็นภัยอันตรายมีความเสียหายแก่ตัวของตัวเอง 

 

ถ้าหากว่ารถวิ่งไปตรงตามทางไม่หลีกออกจากทางแล้ว ก็แล่นไปได้สะดวกสามารถไปให้ถึงที่จุดหมายปลายทางได้โดยปลอดภัย นี้ฉันใด อันภิกษุผู้ยินดีในความก้าวหน้าปรารถนาแต่ความสุขความเจริญแก่ตนเองแล้ว 

 

พึงเว้นการเสพสองฝั่งเสียให้เด็ดขาด พึงตั้งใจประกอบการประพฤติปฏิบัติในมัชฌิมาปฏิปทา อันเป็นหนทางสายกลาง เว้นจากความรักและความชัง อันเป็นมูลเหตุให้เกิดอภิชฌาและโทมนัส

 

ผู้ที่จะประพฤติปฏิบัติตามหนทางสายกลางนั้น ต้องเป็นผู้สำรวมระวังจิต ย่อมรักษาจิตไม่ให้จิตเกิดอภิชฌา คือความยินดีในความรักใคร่ชอบใจ และโทมนัส คือความยินร้ายในอารมณ์ที่น่าเกลียดที่น่าชัง 

 

ต้องเป็นผู้มีสมาธิจิตอันสมบูรณ์ บริบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ ตั้งมั่นอยู่ในท่ามกลางปริมณฑลแห่งศาสนา อยู่ตรงไหนปริมณฑลของศาสนา วัดจากไหนไปถึงไหน 

 

ท่านบอกว่าปริมณฑลของศาสนานั้นส่วนกว้างศอกกำมา ยาววา หนาคืบ คือเบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงไปถึงสุดปลายเท้า ส่วนเบื้องบนก็ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปจนถึงปลายผม ด้านข้างขวาก็ไปสุดปลายมือขวา ด้านซ้ายก็ไปสุดปลายมือซ้าย 

 

ด้านข้างหน้าก็ไปสุดที่กระดูกหน้าอก ด้านหลังก็ไปสุดที่กระดูกสันหลัง นี้เป็นปริมณฑลของศาสนามีอยู่เพียงเท่านี้ ไม่ใช่อยู่ที่อื่นที่ไกล ศาสนาอยู่ในร่างกายของเรานี้ ที่เขาว่าศาสนาอยู่ที่เมืองลังกา ไม่ใช่เมืองลังกาโน้น 

 

อยู่ในเมืองคือร่างกายของเรานี้ ให้พวกเราภาวนาพิจารณากายอันนี้ จนให้เป็นกายปัสสัทธิจิตปัสสัทธิ คือสงบกายและสงบจิต ที่เรียกว่ากายวิเวก จิตวิเวก

 

เมื่อเราอบรมอยู่ในกายวิเวก จิตวิเวก ทำให้มากเจริญให้ยิ่งด้วยความไม่ประมาทในการประกอบกายวิเวกและจิตวิเวก เราก็จะได้ลุถึงซึ่งอุปธิวิเวกซึ่งเป็นความสงบอันยอดเยี่ยม เราควรปฏิบัติอย่างนี้ในหนทางอันเป็นมัชฌิมาปฏิบัติ 

 

คือปฏิบัติตามหนทางสายกลาง จิตของเราจึงจะไม่หลงติดอยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ในภพทั้ง ๓ อันเป็นที่ท่องเที่ยวเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ที่ยังมีความหลงติดอยู่ในกามารมณ์ รูปารมณ์ และอรูปารมณ์ สัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวถือเอากำเนิดเกิดอยู่ในกามภพก็มี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ 

 

อันเป็นกามารมณ์เป็นที่อยู่อาศัย สัตว์ทั้งหลายที่มีความประมาท เมาเพลิดเพลินหลงติดอยู่ในอารมณ์อันใด อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม สัตว์เกิดอยู่ด้วยอันใด ความแก่ของสัตว์ทั้งหลายก็แก่ด้วยอารมณ์อันนั้น เจ็บก็เจ็บด้วยอารมณ์อันนั้น ตายก็ตายด้วยอารมณ์อันที่ตนหลงนั้น 

 

ถ้ากิเลสความหลงตัวนี้ยังมีอยู่ตราบใด ความเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย เวียนว่ายวนเวียน ไม่รู้แล้วสิ้นสุดลงได้ เมื่อความเกิดแล้วเกิดอีก ตายแล้วตายอีก ยังเป็นไปอยู่อย่างนี้ 

 

ทุกข์ทั้งหลายอันอาศัยความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย แล้วเกิดขึ้น ที่เรียกว่าชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ก็ย่อมติดตามทรมานสัตว์ทั้งหลายไปทุกภพทุกชาติไม่มีที่จะสิ้นสุดลงได้

 

เพราะฉะนั้นเมื่อเราทั้งหลายมามองเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีอยู่ในตัวของเรา อันตัวของเรานี้ตกอยู่ในกองทุกข์ ที่อาศัยความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ครอบงำเราแล้ว 

 

ควรแล้วหรือ เราจะมามัวหลงประมาทอยู่ ไม่รีบทำความเพียรในทางอันเป็นหนทางให้พ้นไปจากทุกข์ อันเป็นทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา เราควรประพฤติและปฏิบัติตามและพึงเว้น 

 

อันที่ภิกษุไม่ควรเสพสองฝั่ง คือความรักและความชัง แล้วมาตั้งอยู่ในความวิเวก คือกายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ให้พากันทำให้มาก เจริญให้ยิ่งในความวิเวกเหล่านั้นโดยแยบคายในอุบายอันอาศัยความไม่ประมาท ปฏิบัติอย่างนี้อยู่ทุกวันทุกเวลา เราก็จะมีแต่ความสุขเกษมสันติตลอดกาลทุกเมื่อ ฯ

 

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร



Share on facebook
Facebook
Share on pinterest
Pinterest
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
“กิเลสทำให้ใจทุกข์ เเต่ธรรมะทำให้ใจสุข” . เมื่อไม่รู้ว่าอะไรทำให้ทุกข์ ชีวิตจะถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างไร
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
ชีวิตนี้ไม่ได้จบเเค่ความตาย ก่อนตายได้ไปดีไม่เสียหาย
Close Bitnami banner
Bitnami