Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram

เมื่อตกอยู่ในกองทุกข์

เสียงเทศน์กิเลสผงะ (12)

“…ถ้าเราไม่ปฏิบัติกรรมฐานให้เป็น เราจะทำอย่างไร เมื่อตกอยู่ในกองทุกข์มาก 

แล้วที่แน่ ๆ ก็คือความตาย เราจะต้องเผชิญต่อความตาย เราจะทำอย่างไรถ้าหากว่าเราตายอย่างจิตเศร้าหมอง 

 

เมื่อจิตเศร้าหมองก็ย่อมไปสู่อบาย ตอนจะตายถ้าหากเราจิตเศร้าหมอง อันเกิดจากความกลัวตายบ้าง เกิดจากความห่วง ห่วงทรัพย์ ห่วงสมบัติ ห่วงญาติ ห่วงลูกหลาน จิตมันเศร้าหมองก็ไปสู่อบาย 

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า.. 

‘จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติปาฏิกังขา’

เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติย่อมเป็นที่หวังคือต้องไปเกิดในอบายภูมิ 

 

ฉะนั้น คนที่จะตายด้วยจิตที่ไม่เศร้าหมองมีส่วนน้อย ถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรมให้เป็น ความตายมาถึงก็จะทำใจไม่ถูก กระวนกระวาย กระสับกระส่าย จิตดับลงก็ไปสู่อบายหมด 

 

ฉะนั้น ควรที่เราจะสนใจในการฝึกจิต ฝึกกรรมฐานให้เป็น การฝึกกรรมฐานก็ไม่ได้ฝึกที่ไหน ฝึกในตัวเรานี้ ฝึกในกายในใจนี้ 

 

ฝึกการเป็นผู้มีสติระลึกรู้ในตัวเอง แต่ต้องระลึกไปถึงการปล่อยวางเป็น ถ้าเรายังปล่อยไม่เป็น ปฏิบัติไปก็กลับยิ่งทุกข์ เห็นทุกข์แล้วก็กลับกลายเป็นทุกข์ เพราะจริง ๆ ในสังขารร่างกายมันเป็นก้อนทุกข์ 

 

เมื่อสติจิตใจเราหันมาพิจารณาดู มันก็จะเจอความทุกข์ เมื่อเจอความทุกข์ ถ้าไม่รู้จักฝึกจิตให้รู้จักปล่อยวางเป็น มันกลับกระวนกระวาย เจอทุกข์แล้วกระวนกระวายก็ยิ่งทุกข์ 

 

ฉะนั้น การปฏิบัติต้องฝึกไปถึงขั้นปล่อยวางได้ด้วย ฝึกการกำหนดรู้ทุกข์แต่ปล่อยวางต่อความทุกข์ ร่างกายของเรามันมีทุกข์ทั้งนั้น ทุกส่วนมันมีปวด มีเจ็บ มีเหนื่อย มีเมื่อย เป็นทุกข์ เราก็กำหนดดูรู้ความทุกข์ แต่ว่าไม่ทุกข์ด้วย 

 

แม้จิตใจมันเกิดสภาวะของกิเลสขึ้นมา เราก็กำหนดรู้ ดูจิตใจว่าขณะนี้ใจมันเกิดกิเลส เกิดราคะ เกิดโทสะ เกิดมานะ ทิฏฐิ เวลาที่มีสติไปกำหนดรู้ก็ให้กำหนดรู้อย่างปล่อยวาง 

 

หลักของการเจริญวิปัสสนามีอยู่ว่าสภาวะใดปรากฏก็ให้กำหนดรู้ ขอบคุณ สภาวธรรมอันนั้น แล้วก็กำหนดรู้ด้วยความปล่อยวาง 

 

อย่างเวลาที่เรานั่งปฏิบัติไป จิตมันฟุ้ง ก็กำหนดดูความฟุ้ง แต่อย่าไปฟุ้งกับมันด้วย ให้ดูเฉยๆ กำหนดดู ดูไปเฉยๆ ไม่ต้องไปคิดอะไรต่อ ไม่ต้องไปจัดการ หักล้าง ผลักไสอะไรทั้งหมด ดูเฉยๆ 

 

การดูเฉย ๆ คือจะดูอย่างปล่อยวาง อาการของความฟุ้งนั้นมันจะคลี่คลายของมันเอง 

 

ถ้าเราทำตรงนี้เป็น ในชีวิตประจำวันของเราถ้าเรามีสติ ไปหยั่งรู้ใจเราเมื่อไร แล้วเราเจอว่าใจเราไม่สบาย ใจเราฟุ้ง พอมีสติระลึกรู้ ปล่อยวางเป็น อาการเหล่านั้นมันก็จะคลายหายไป 

 

จิตเราก็คืนสภาพ โปร่งเบาขึ้น กรรมฐานมันได้ประโยชน์ตรงนั้น ตรงที่สามารถจะคลี่คลายความทุกข์ได้ 

 

เวลาที่เราวุ่นวาย ถ้าเราปฏิบัติหน้าที่การงานไป อย่างเช่น สมองมันชักเครียด เราคิดมาก คิดการงานมาก วิจัย วิจารณ์ รู้สึกสมองเครียด เราก็ตั้งสติกำหนดดูความรู้สึกในสมอง ดูจิตใจดู จิตเราจะต้องคิดมาก จิตเราจะต้องวุ่นวาย พอเรามีสติเข้าไปรู้ไปดูด้วยความปล่อยวาง วางเฉย เราจะสังเกตว่าอาการเหล่านั้นมันจะคลี่คลาย 

 

จิตมันจะคลายจากความฟุ้งซ่าน จากความวิตกกังวล สมองมันก็จะคลายตัวตาม ความเครียดมันก็จะหายไป เราก็ได้อยู่อย่างสงบสุขขึ้น มีวิธีการที่จะคลี่คลายความทุกข์ให้ตนเอง…”

ธัมโมวาท โดยพระวิปัสสนาจารย์

‪‎ท่านเจ้าคุณ‬ ‪‎พระภาวนาเขมคุณ‬

(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)

Share on facebook
Facebook
Share on pinterest
Pinterest
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
“กิเลสทำให้ใจทุกข์ เเต่ธรรมะทำให้ใจสุข” . เมื่อไม่รู้ว่าอะไรทำให้ทุกข์ ชีวิตจะถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างไร
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
ชีวิตนี้ไม่ได้จบเเค่ความตาย ก่อนตายได้ไปดีไม่เสียหาย
Close Bitnami banner
Bitnami