Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram

ทำบุญอย่างไรให้ได้บุญมาก

เสียงเทศน์กิเลสผงะ (13)

การกระทำความดีในเบื้องต้นของเราชาวพุทธ

ที่ได้พากันกระทำอยู่ในปัจจุบันนี้ การที่เราทำบุญบริจาคทานนี้ ถ้าเราต้องการให้ถูกต้องเพื่อจะได้บุญมากนั้นมีอยู่ว่า เริ่มตั้งแต่การที่พวกเราจะพากันกระทำอะไร เราก็ควรศึกษาให้เข้าใจสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ให้รู้เข้าใจดีก่อน เราจึงควรกระทำในสิ่งนั้นเพราะเป็นสิ่งที่ดี  เมื่อเราจะไปแสวงหาสิ่งของต่างๆมาทำบุญทำทาน เราต้องได้ปัจจัยที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ เป็นสัมมาอาชีวะ แล้วเราจึงไปหาซื้อสิ่งของต่างๆ มาด้วยความบริสุทธิ์ เรียกว่า วัตถุไทยทานที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ วัตถุสิ่งของต่างๆที่เหมาะสมแก่การทำาบุญบริจาคทาน ตามที่กล่าวไว้ในพระสูตร พระวินัย และพระปรมัตถ์มีหลายอย่างด้วยกัน

 

..ทานในพระสูตร..

 

..ทานในพระสูตรมี ๑๐ อย่างด้วยกัน เป็นการบริจาคทานทั่วไป ได้แก่ บริจาคทานข้าว ทานน้ำ ทานผ้า (เครื่องนุ่งห่ม)  ทานยานพาหนะ ทานดอกไม้ ทานของหอม ทานเครื่องลูบไล้ ทานเสื่อสาดอาสนะ ทานที่อยู่พักพาอาศัย และทานประทีปดวงไฟ สิ่งของทั้งหลายเหล่านี้หากจะบริจาคทานแก่สัตว์เดรัจฉานแล้ว สัตว์บางชนิดเท่านั้นที่รับบริจาคทานสิ่งของเหล่านี้ได้ เช่น เรามีข้าวเราก็ไม่สามารถบริจาคให้วัวควายได้  เพราะข้าวไม่ใช่อาหารของมัน 

 

..หากจะบริจาคทานทั้ง ๑๐ อย่างนี้ให้มนุษย์นั้น บริจาคให้คนเราได้ทั่วไปตั้งแต่บุคคลทุพพลภาพวิบัติ วิกลวิกาลอวัยวะ เช่น คนตาบอด หูหนวก แขนขาด้วน วิกลจริตเป็นบ้าใบ้เสียจริตผิดมนุษย์  คนทุกข์ยากไร้เข็ญใจอนาถา เด็กกำพร้าไม่มีที่พึ่งพาอาศัย ไฟไหม้บ้านเรือนสมบัติวอดวายไปหมด น้ำท่วมบ้านเรือนเสียหาย ไร่นาข้าวกล้าตายไปหมด ไม่มีอะไรจะกิน ลมพายุพัดพาสิ่งของเสียหาย หมดตัว ไร้ที่พึ่งในสิ่งทั้งหลายดังกล่าวมานี้  

 

..ถ้าเรามีศรัทธาอยากบริจาคทานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายนั้น เราก็พากันบริจาคทานช่วยเหลือเจือจานกันได้ตามกำลังศรัทธาของตน เรียกว่าบริจาคทานสงเคราะห์ทั่วไป เพื่อให้เขาเหล่านั้นพ้นจากทุกข์และมีความสุขบ้าง..

 

..ทานในพระวินัย เป็นการบริจาคทานปัจจัย ๔ สำหรับพระภิกษุสามเณร มี ๔ อย่างด้วยกัน ได้แก่ ทานจีวร ทานข้าวน้ำโภชนะอาหารขบฉัน ทานเสนาสนะที่อยู่พักพาอาศัย ทานคิลานเภสัชปัจจัย ยารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆการทำบุญบริจาคทานกับพระภิกษุสามเณรนั้น ศรัทธาทั้งหลายก็ควรศึกษาให้เข้าใจว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ อะไรไม่ควรบริจาคทานทำบุญกับพระภิกษุสามเณร อะไรสมควรที่ท่านจะบริโภคได้  ในข้อนี้ คณะศรัทธาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายที่ยังไม่เข้าใจก็มีอยู่เป็นส่วนมาก ในทุกวันนี้ทำกันผิดๆถูกๆอยู่เสมอ

 

..เหตุฉะนั้น จึงอยากขอแนะนำศรัทธาญาติโยม ผู้มีจิตใจเป็นกุศลทั้งหลายได้ศึกษาหาความรู้ ทำบุญให้ถูกต้องขึ้นตามทางพระพุทธศาสนาโดยย่อๆพอเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อจะได้พากันกระทำบุญแล้วได้บุญกุศลจริงๆ จึงควรศึกษาการทำบุญบริจาคทานแต่ละอย่างให้เข้าใจ ดังต่อไปนี้

 

๑. ทานในพระวินัยอย่างแรก ได้แก่ การบริจาคทานจีวร สบง เครื่องนุ่งห่ม ตามศรัทธาที่เราหามาได้ จะกว้างยาวเท่าไร และสีผ้าที่ควรแก่พระภิกษุสามเณรใช้นุ่งห่ม ญาติโยมทั้งหลายจึงนำไปทำบุญถวายทานแก่พระภิกษุสามเณร

 

๒. การบริจาคทานโภชนาหารการขบฉัน เราก็ควรศึกษาเช่นกันให้รู้ว่า อาหารอะไรควรฉันเวลาไหน จึงจะเหมาะสมกับกาลเวลานั้น ถ้าญาติโยมเข้าใจดีแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร สะดวกกับการทำบุญถวายทาน ปัญหาที่ได้พบเกี่ยวกับการทำาบุญบริจาคทานโภชนาหารการขบฉัน ส่วนมากแล้วญาติโยมไม่รู้ไม่เข้าใจ มักคิดกันว่าเวลาไปทำาบุญกับพระภิกษุ เมื่อนำไทยทานไปถึงพระภิกษุแล้วต้องประเคนหมด  ถ้าไม่ประเคนหมดเราจะไม่ได้บุญ ..โยมมีศรัทธาก็เลยบังคับพระภิกษุให้รับประเคนสิ่งของทั้งหลายเหล่านั้นหมด พระภิกษุท่านอาจจะบอกว่า “คุณโยมควรแยกสิ่งนี้ออกก่อน เพราะของเหล่านี้มีมากเกินไปแล้วเก็บเอาไว้ที่โรงครัว วันหลังจึงให้คนวัดจัดมาประเคนให้พระฉัน” เมื่อพระท่านบอก โยมบางคนก็บ่นโกรธพระว่า พระภิกษุวัดนี้ทำบุญยาก ปฏิบัติกับท่านยากมาก

 

..ถ้าอย่างนั้น เอาอย่างนี้ดีกว่าโยม หากโยมมีความปรารถนาต้องการจะประเคนสิ่งของที่เอามาทำาบุญทั้งหมดนี้ก็ได้ อาตมาก็รับได้ทั้งหมดไม่เป็นไร แต่สิ่งของที่เป็นอาหาร เช่น ข้าวสาร กุ้ง หอย ปู ปลา เนื้อ ขนมต่างๆ ผลไม้ทุกอย่าง รวมทั้งไมโล โอวัลติน นมสด ไวตามิลค์ และสิ่งของอื่นๆที่จัดเป็นอาหารทั้งหลายเหล่านี้ เมื่ออาตมาได้รับประเคนจากโยมแล้ว อาตมาก็ฉันไม่ได้ในวันต่อไป และพระภิกษุที่อยู่ภายในวัดนี้และวัดอื่นๆก็ฉันไม่ได้ทั้งหมด เพราะพระพุทธเจ้าห้ามไว้ ไม่ให้พระภิกษุเก็บอาหารทุกอย่างที่ได้รับประเคนแล้วไว้เพื่อฉันในวันต่อๆ  ไป เป็นการผิดศีลของพระ อาหารที่ได้รับประเคนแล้วในตอนเช้า ก็ให้ฉันในตอนเช้าไปถึงเที่ยงวันของวันรับประเคนเท่านั้น ในวันต่อไปห้ามฉันอาหารที่เหลืออยู่นั้นอีก

 

..ฉะนั้น สิ่งของที่เป็นอาหารทั้งหมด อาตมาก็จะยกให้โยมศิษย์วัดไปรับประทานก็ได้คุณโยม ถ้าโยมต้องการอย่างนี้ อาตมาก็รับประเคนอาหารของโยมได้หมด ไม่เป็นไร เอาไปแจกให้กับคนยากจนต่อไปก็ได้  แต่พระภิกษุทั้งวัดก็หมดสิทธิ์ในอาหารทั้งหมดนั้นแล้ว สำหรับโยมนั้น เมื่อทำาบุญแล้วโยมก็ได้บุญแล้ว ถ้าหากโยมเกรงว่าเมื่อไม่ได้ประเคนอาหารทั้งหมดแล้วจะไม่ได้บุญมาก โยมจึงต้องการประเคนอาหารทั้งหมดให้พระ  อาตมาก็ตกลงรับประเคนได้ โยมก็ตกลงกันประเคนสิ่งของและอาหารทั้งหมดตามความประสงค์ของตน

 

..โยมบางคนอาจคิดว่า สำหรับการทำาบุญในวันข้างหน้านั้นไปทำบุญที่วัดอื่นดีกว่า เราไปทำบุญที่วัดโน้นหรือวัดอื่นๆ ไม่ยากอย่างนี้หรอก พวกเราจัดเตรียมสิ่งของอะไรไปทำบุญกับพระภิกษุในวัดโน้น เราถวายประเคนท่าน ท่านรับประเคนหมดทุกอย่าง พระภิกษุวัดนั้นท่านไม่เห็นแยกอะไรห้ามอะไรเลย ญาติโยมศรัทธาทั้งหลายจะมีความเห็นแบบนี้ เป็นตัวอย่างส่วนมากในปัจจุบันทุกวันนี้ 

 

..เพราะเหตุว่าญาติโยมยังไม่เข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีของพระภิกษุอย่างลึกซึ้งแน่นอน ข้อปฏิบัติของพระภิกษุนั้น ญาติโยมไม่ได้ศึกษาย่อมไม่เข้าใจว่า สิ่งของอะไรควรถวายในตอนเช้าได้ อะไรไม่ควรถวายพระภิกษุในตอนบ่าย เพราะพระภิกษุฉันไม่ได้ และสิ่งของอะไรพระภิกษุรับประเคนได้ ฉันได้ทั้งในตอนเช้า เย็น กลางคืน อะไรท่านฉันได้ทุกเวลา ถ้ามีเหตุจำเป็นเกิดขึ้นแก่ท่าน..

..โอวาทธรรม

หลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป

Share on facebook
Facebook
Share on pinterest
Pinterest
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
“กิเลสทำให้ใจทุกข์ เเต่ธรรมะทำให้ใจสุข” . เมื่อไม่รู้ว่าอะไรทำให้ทุกข์ ชีวิตจะถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างไร
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
ชีวิตนี้ไม่ได้จบเเค่ความตาย ก่อนตายได้ไปดีไม่เสียหาย
Close Bitnami banner
Bitnami