Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on reddit
Share on telegram

ทำไมต้องกลัวความตาย

phu (2)

พระพุทธภาษิต ที่ตรัสแก่บุคคลคนหนึ่ง

ซึ่งเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ว่า “ทำอย่างไรหนอ จึงจะอยู่เหนือความตาย เราจะเห็นสิ่งทั้งปวง หรือโลกทั้งปวงอยู่อย่างไรหนอ มัจจุราชจึงจะไม่มองเห็นเรา” ดังนี้.
.
พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสตอบว่า “ท่านจงมีสติอยู่ทุกเมื่อ จงมองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า จงถอนความคิดเห็นว่า “ตัวตน” เสียให้ได้ ถ้าทำได้ดังนี้ ก็จะเป็นผู้ที่อยู่เหนือความตาย เมื่อท่านเห็นโลกอยู่ว่าว่างเปล่าดังนี้ มัจจุราชก็จะไม่เห็นท่าน” เป็นใจความสั้นๆ ดังนี้
.
คำอธิบายในเรื่องนี้มีอยู่ว่า คนเราอยู่เหนือความตายไม่ได้ ถูกความตายครอบงำ หรือถูกความกลัวต่อความตายครอบงำ ทำให้เป็นทุกข์อยู่เสมอ ก็เพราะเหตุที่เห็นสิ่งทั้งหลายเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของของตน
.
ขอให้พิจารณาดูให้ดีว่า ความกลัวของเราทุกๆคนนั้น มันสรุปรวมอยู่ที่กลัวอะไร ถ้าไม่ใช่กลัวตาย จะต้องระลึกนึกว่า การที่กลัวอด กลัวอยาก กลัวจะไม่มีอะไรกิน นี้มันก็เนื่องมาจากความกลัวตาย จะต้องตายเป็นส่วนใหญ่ กลัวโรคภัยไข้เจ็บ เพียงแต่ได้ยินชื่อของโรคบางอย่าง ก็สะดุ้งกลัวเสียแล้ว แต่ที่แท้นั้นมันคือกลัวตาย ไม่ใช่กลัวโรค
.
การที่กลัวผี กลัวเสือ กลัวงู เหล่านี้ ก็ล้วนแต่ไปรวมจุดอยู่ที่ “ความตาย” การที่กลัวจะเสื่อมเสียเงินเสียของ เสื่อมเสียชื่อเสียงอำนาจวาสนา เหล่านี้ มันก็ไปรวมจุดอยู่ตรงที่กลัวว่า จะต้องตายอย่างอเนจอนาถ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องต้านทานป้องกัน เพราะสูญเสียอำนาจเงิน อำนาจยศศักดิ์วาสนาไปหมดแล้ว จะต้องตายอย่างสุนัข อะไรๆก็ไปรวมอยู่ที่ความกลัวว่า ตนจะต้องแหลก จะต้องตายไปในลักษณะที่ไม่ชอบ หรือจะต้องตายนั่นเอง
.
ถ้ายังพิจารณาข้อนี้ไม่เห็น ก็แปลว่า ยังไม่รู้จักอำนาจของความตาย ต้องพิจารณาให้เห็นชัดว่า ความกลัวที่กลัวกันนั้น ก็คือความกลัวว่าตนจะต้องสูญหายไป ไม่มีเหลืออยู่นั่นเอง อะไรๆเป็นเครื่องต้านทานให้ตนยังมีอยู่ ตนก็พอใจในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น ความกลัวทั้งหมด ไปรวมอยู่ที่ความกลัวว่า“ตน”จะไม่มี ตนจะสูญหายไปหมดสิ้น
.
ความรู้สึกกลัวเช่นนี้ มันมีมูลมาจากความยึดมั่นสำคัญผิด ว่าตัวตนมีอยู่ หรือเป็นตัวเป็นตนของตน ในภายในก็ยึดถือว่าตัวตนมีอยู่ ส่วนภายนอกก็ยึดถือว่าอะไรๆก็ล้วนแต่น่าปรารถนาเอามาเป็น“ของตน” ในโลกนี้ มีเงิน มีทอง มีของ มีสิ่งต่างๆสาระพัดอย่างชนิดที่น่าเอามาเป็นของตน และจะเอามาเป็นของของตนได้ เช่นเดียวกับที่มีตัวมีตนเป็นของตนอยู่แล้ว
.
เอาตัวเอาตนของตนเป็นประธานตั้งขึ้นไว้ แล้วก็จะกวาดล้อมเอาสิ่งต่างๆที่ตนรักตนพอใจมาเป็นของตน มีความยึดถือเป็น ๒ อย่างอยู่ว่า ตัวตนอย่างหนึ่ง ของของตนอีกอย่างหนึ่ง อย่างเหนียวแน่น อย่างที่ถอนอย่างไรก็ออกไปไม่ได้ ฝังแน่นยิ่งกว่าอะไรๆหมด ท่านจึงเรียกมันว่า “อุปาทาน” เป็นการผูกมัดที่เหนียวแน่นยิ่งกว่าความผูกมัดของสิ่งใดๆ คือ ผูกมัดจิตใจให้ยึดถืออยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “ตัวตน” หรือ “ของของตน” ดังนี้
.
พอมีอะไรมาเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ตนจะต้องตายไป แหลกไป สูญหายไป หรือของของตนจะต้องสูญหายไป จะต้องวิบัติพลัดพรากจากกัน มันก็เกิดความกลัวขึ้นมา เพราะไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นไปมาก ก็กลัวล่วงหน้า หรือกลัวอยู่ตลอดกาล ทั้งหลับและตื่น เป็นผู้สะดุ้งอยู่เสมอว่า สิ่งเหล่านี้จะพลัดพรากจากกันไปบ้าง หรือว่าตัวตนของตนนั่นแหละ จะแตกทำลายลงบ้าง จึงหาทางที่จะต่อต้านป้องกันทุกอย่างทุกทาง อยู่ตลอดเวลา ทั้งหลับและตื่น ความคิดฝัน คือว่า ความคิดเมื่อตื่นก็ดี ความคิดเมื่อหลับก็ดี ที่เป็นไปเอง คือฝันไปก็ดี ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการต่อต้าน เพื่อให้คงมีตัวตนหรือของของตนอยู่ ดังนี้ ทั้งนั้น
.
ขอให้ลองคิดดูว่า ความฝันของบุคคลใดบ้าง ที่ไม่เป็นเรื่องตัวตนหรือของตน หรือเป็นการต่อต้านความมีอยู่แห่งตัวตน หรือเป็นการหลงใหลยินดีในตัวตนที่มีอยู่ หรือโศกเศร้าเพราะตัวตนที่ต้องวิบัติพลัดพรากจากกันไป
.
นี่คือ ความฝังแน่นของ “อุปาทาน” ในจิตของบุคคลที่เป็น“ปุถุชน” ฝังแน่นอยู่ด้วย “อัตตานุทิฏฐฺิ” คือ ความตามเห็นว่าตัวตน จึงได้มีความกลัว ว่าจะต้องตายหรือจะต้องวิบัติพลัดพราก เป็นต้น เรียกว่าอยู่ใต้ความตายตลอดเวลา คือความกลัวตายครอบงำย่ำยีจิตใจอยู่ตลอดเวลา มัจจุราชมีอำนาจเหนืออยู่ตลอดเวลา บังคับให้ทำสิ่งต่างๆในทำนองที่เชื่อว่า จะไม่ต้องตาย หรือจะบรรเทาความกลัวตาย เป็นผู้ที่มีปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด ในเรื่องกลัวตาย หรือจะต้องวิบัติพลัดพราก จากสิ่งที่ตนรักตนพอใจ คือตัวเองจะตายเองก็ตาม บุคคลอันเป็นที่รักจะตายก็ตาม มีปัญหาไปทั้งนั้น ก็เลยมีความทุกข์อันละเอียดชนิดหนึ่ง ครอบงำย่ำยีบุคคลชนิดนี้อยู่ตลอดเวลา ทั้งหลับและทั้งตื่น ถ้าใครจะอวดดีได้บ้างก็ถึงกับกล่าวได้ว่าไม่มีปัญหาข้อนี้

ถ้ายังเป็นปุถุชนคนธรรมดาอยู่ ก็จะต้องมีอุปทานข้อนี้รึงรัดอยู่ในใจ ทั้งหลับและตื่น โดยไม่ต้องสงสัย เรียกว่าผู้ที่ยังไม่อยู่เหนือความตาย มีความตายเบียดเบียนจิตใจอยู่ มีปัญหาเรื่องความตายเบียดเบียนจิตใจอยู่ มีความกลัวตายทำให้เป็นปัญหาวุ่นวายไปหมด ตามที่ตนยึดถืออะไรไว้อย่างไร
.
ถ้ายึดถือตัวของตัว ก็กลัวว่าตัวจะตาย ถ้ายึดถือว่าภรรยาของตัว ก็กลัวว่าภรรยาจะตาย ถ้ายึดถือว่าลูกหลานของตัว ก็กลัวว่าลูกหลานของตัวจะตาย แม้ที่สุดแต่ยึดถือเป็ดไก่สักตัวหนึ่ง ว่าเป็นของตัว มันก็กลัวเป็ดไก่หรือไก่ตัวนั้นจะต้องตาย เรียกว่ามีปัญหาเรื่องความตายอยู่เหนือจิตใจของบุคคลผู้นั้น ย่ำยีจิตใจหรือบดถูจิตใจของบุคคลผู้นั้นใ ห้ชอกช้ำอยู่เป็นปกติ



ทีนี้ คนเรายึดถือแต่ตัวเองอย่างเดียว หรือสิ่งเดียวเมื่อไหร่ ขอให้ลองคิดดู คนคนหนึ่งย่อมยึดถือมากมายหลายอย่าง ยึดถือตัวเองยึดถือบุตรภรรยา เพื่อนฝูง มิตรสหาย ข้าทาส สัตว์เลี้ยง และยังยึดถือสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น ทรัพย์สมบัติต่างๆ อีกมากมายหลายอย่าง ทางหนึ่งก็กลัวว่า สิ่งเหล่านั้นจะตาย อีกทางหนึ่งก็กลัวว่า ตนจะพลัดพรากจากสิ่งเหล่านั้น ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นไม่ตาย แต่ตนจะต้องตายเอง เพราะว่ามันจะต้องตายกันฝ่ายหนึ่ง เป็นที่รู้กันอยู่ หรือว่ายังไม่ทันจะตาย ก็ยังมีอันตรายแทรกแซงเข้ามา เพื่อจะทำให้ตายก่อนเวลา มันยิ่งกลัวมากขึ้นไปอีก ดังนี้ นี้เรียกว่า เป็นผู้ที่ไม่อยู่เหนือความตาย เป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่ถูกความตายเบียดเบียนจิตใจอยู่ ไม่มีที่สิ้นสุด



ขอให้พิจารณาดูเถิดว่า ปัญหาต่างๆที่ท่านมีอยู่นั้น มันมารวมจุดอยู่ที่ตรงนี้ จะเป็นปัญหาเรื่องไม่มีกิน ไม่มีใช้ ไม่มีอำนาจวาสนา ปัญหาเรื่องทำมาหากิน ปัญหาเรื่องรักษาชื่อเสียง ปัญหาเรื่องทำบุญสุนทาน หรือปัญหาอะไรๆอะไรทั้งสิ้น มันมารวมอยู่ที่ปัญหาเรื่องที่ไม่อยู่เหนือความตายนี่เอง ยังอยากอยู่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ยังอยากเป็นอยู่อย่างนั้นอย่างนี้ ต้องการที่พึ่งที่จะต่อต้านกับภัยคือความตาย ของตัวเองบ้าง ของบุตรภรรยาบ้าง ของคนอื่นๆบ้าง แล้วแต่ตนจะยึดถือสิ่งใดอยู่ คนเราจึงเป็นทุกข์กันรอบด้านจำแนกไม่ไหว ว่ามีกี่สิบอย่าง กี่ร้อยอย่าง แต่รวมความแล้วก็เพราะกลัวต่อความตาย ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คือถ้าไม่ใช่ของตนเอง ก็ของบุคคลที่ตนรักที่ตนยึดถือ ว่าเป็นบุคคลของตน นี้เรียกว่า “ไม่อยู่เหนือความตาย” ตามปกติของปุถุชนคนสามัญ เป็นผู้ที่ต้องมีความทุกข์ประจำอยู่ในใจเสมอ ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ก็ต้องวิ่งไปวิ่งมา ต้องร้องห่มร้องไห้ แต่ก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะตนยังโง่เกินไปกว่าที่จะรู้ได้ ว่าความทุกข์เหล่านี้มีมูลมาจากอะไร”



พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : มาฆบูชาเทศนา ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ หัวข้อเรื่อง “สุญญตาเวกขณกถา” เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑

Share on facebook
Facebook
Share on pinterest
Pinterest
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
“กิเลสทำให้ใจทุกข์ เเต่ธรรมะทำให้ใจสุข” . เมื่อไม่รู้ว่าอะไรทำให้ทุกข์ ชีวิตจะถึงจุดที่มีความสุขได้อย่างไร
เสื้อธรรมะล้างกิเลส
ชีวิตนี้ไม่ได้จบเเค่ความตาย ก่อนตายได้ไปดีไม่เสียหาย
Close Bitnami banner
Bitnami